ช็อกโกแลตซีสต์ Chocolate Cyst ศัตรูเงียบที่มาพร้อมอาการปวดเรื้อรัง

อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง: อาการปวดจาก Chocolate Cyst รู้จัก Chocolate Cyst (Endometrioma) Chocolate cyst คือถุงน้ำในรังไข่ที่มีเนื้อเยื่อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และเลือดเก่าคั่งอยู่ด้านใน ลักษณะคล้ายช็อกโกแลต พบในผู้หญิงประมาณ 1744% ของผู้ป่วยที่เป็น endometriosis และสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บปวดทรมานเรื้อรังบริเวณท้องน้อยและหลัง ลักษณะอาการ แนวทางการประเมินอาการ ทางเลือกในการรักษา 1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Medical Therapy) 2. การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง (Laparoscopic Cystectomy) แนวปฏิบัติของโรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ สรุป อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังจาก Chocolate cyst มีสาเหตุจาก endometrioma ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การรักษาควรเริ่มจากการใช้ยาและฮอร์โมนร่วมกับการดูแลตนเอง หากยังมีอาการมากหรือถุงน้ำใหญ่ การผ่าตัดส่องกล้องนั้นเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ผสมผสานการดูแลทางเวชศาสตร์ปวด การแพทย์สมัยใหม่ และการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในระยะยาว เอกสารอ้างอิง
อ่อนเพลียเรื้อรัง เวียนศีรษะ นอนไม่พอหรือมีโรคซ่อนอยู่

อ่อนเพลียเรื้อรัง เวียนศีรษะ นอนไม่พอหรือมีโรคซ่อนอยู่ หลายคนเริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกคล้ายกันตื่นมาแล้วยังไม่สดชื่น ทั้งที่นอนมาหลายชั่วโมงทำงานไปได้ครึ่งวันก็เริ่มล้า สมาธิลดลง หัวไม่แล่นบางวันมีเวียนศีรษะ มึนงง เหมือนจะโคลงเคลง หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่เต็มร้อยในยุคที่คนจำนวนมากนอนดึก ใช้หน้าจอแทบทั้งวัน เครียดสะสม และใช้ชีวิตเร่งรีบ อาการ “อ่อนเพลีย” กับ “เวียนศีรษะ” จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หลายคนบอกตัวเองว่า เดี๋ยวนอนให้มากขึ้นก็คงดีขึ้น เดี๋ยวพักผ่อนหน่อยก็คงหายแต่ในทางการแพทย์ อาการอ่อนเพลียเรื้อรังและเวียนศีรษะไม่ได้เกิดจากการนอนไม่พอเสมอไปบางคนอาจเพียงพักผ่อนไม่พอจริง แต่บางคนอาจมีภาวะโลหิตจาง ไทรอยด์ผิดปกติ เบาหวาน ความดันต่ำหรือสูงผิดปกติ โรคนอนหลับ ภาวะขาดวิตามิน ผลข้างเคียงจากยา โรคหัวใจ โรคระบบประสาท หรือแม้แต่ภาวะเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้าที่ซ่อน อยู่ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเดาว่า “เป็นเพราะนอนน้อย” หรือ “คงเครียดไปเอง”แต่คือการสังเกตว่าอาการเป็นนานแค่ไหน รบกวนชีวิตมากเพียงใด และมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ อ่อนเพลียธรรมดา กับอ่อนเพลียเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร อาการเหนื่อยล้าหลังทำงานหนัก นอนน้อย เดินทางไกล หรือใช้ร่างกายมากกว่าปกติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมากเมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารเหมาะสม และลดภาระงาน อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นแต่อาการอ่อนเพลียที่ควรใส่ใจ คืออาการที่ ในทางเวชปฏิบัติ […]
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เลือดออกทางทวารหนักอันตรายหรือไม่

ริดสีดวงทวาร เลือดออกทางทวารหนักอันตรายหรือไม่ เลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่ทำให้หลายคนตกใจบางคนเห็นเลือดสดติดกระดาษชำระบางคนเห็นเลือดหยดลงโถส้วมหลังถ่ายบางคนมีเลือดเคลือบอุจจาระ และหลายคนรีบคิดทันทีว่า “เป็นริดสีดวงหรือเปล่า” หรือกังวลไปไกลว่า “จะเป็นมะเร็งลำไส้ไหม” ความจริงคือ ริดสีดวงทวารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเลือดสดสีแดงหลังถ่ายอุจจาระ แต่ในทางการแพทย์ เราไม่ควรสรุปว่าเลือดออกทุกครั้งคือริดสีดวง เพราะเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อักเสบ ติ่งเนื้อในลำไส้ ไปจนถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ดังนั้น คำถามที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เป็นริดสีดวงหรือไม่” แต่คือ “เลือดออกแบบไหนที่ดูเหมือนริดสีดวง เลือดออกแบบไหนควรตรวจเพิ่มเติม และเมื่อไรควรพบศัลยแพทย์”บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจริดสีดวงทวารอย่างถูกต้อง ไม่ตกใจเกินไป แต่ก็ไม่ชะล่าใจจนพลาดโรคสำคัญ ริดสีดวงทวารคืออะไร ริดสีดวงทวาร คือภาวะที่หลอดเลือดและเนื้อเยื่อพยุงบริเวณทวารหนักบวม โป่งพอง หรือเลื่อนต่ำลง ทำให้เกิดอาการเลือดออก คัน เจ็บ มีก้อนยื่น หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดในความเป็นจริง ทุกคนมีหมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนักอยู่แล้วตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ช่วยปิดทวารหนักและควบคุมการกลั้นอุจจาระ แต่เมื่อเนื้อเยื่อบริเวณนี้บวม ขยาย หรือเคลื่อนตัวผิดปกติ จึงเกิดเป็น “โรคริดสีดวงทวาร” ริดสีดวงแบ่งง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่ อาการที่พบร่วมได้ เช่น อย่างไรก็ตาม ลักษณะเลือดสดไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายกสามารถทำให้เลือดสดออกทางทวารหนักได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากขึ้น หรือมีอาการเตือนร่วมด้วยริดสีดวงเกิดจากอะไรริดสีดวงมักเกิดจากแรงดันที่เพิ่มขึ้นบริเวณทวารหนักและการเสื่อมของเนื้อเยื่อพยุงตามเวลา ปัจจัยที่พบบ่อยได้แก่ ในคนวัยทำงาน สาเหตุที่พบบ่อยมากคือ นั่งนาน […]
โรคงูสวัด (Shingles) ภัยเงียบจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนในร่างกาย อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน

โรคงูสวัด (Shingles) ภัยเงียบจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนในร่างกาย อาการ วิธีรักษา และการป้องกันเคยไหม? อยู่ๆ ก็มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นล้อมรอบลำตัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่โรคผิวหนังทั่วไป แต่แท้จริงแล้วนี่คือสัญญาณเตือนของ “โรคงูสวัด” (Shingles) โรคที่สร้างความทรมานจากอาการปวดเส้นประสาท และอาจทั้งความเจ็บปวดไว้อย่างยาวนานหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 1. โรคงูสวัด เกิดจากเชื้ออะไร?โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคอีสุกอีใส นั่นคือ ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ยอมซ้ำเติมหายไปจากร่างกาย แต่จะเข้าไป “ซ่อนตัว” อยู่ในปมประสาทอย่างสงบ จนกระทั่งวันใดที่ร่างกายของเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก เครียด จัด หรืออายุมากขึ้น เชื้อไวรัสนี้ก็จะแว้งกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งและวิ่งไปตามเส้นประสาท เกิดเป็นผื่นงูสวัดนั่นเอง 2. สังเกต อาการงูสวัด เป็นอย่างไร?อาการของโรคงูสวัดมักเกิดขึ้นเฉพาะที่ (ตามแนวเส้นประสาทที่เชื้อซ่อนอยู่) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ ดังนี้: ⚠️ ข้อควรระวัง: หากงูสวัดขึ้นบริเวณ ใบหน้า หรือ ใกล้ดวงตา ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเสี่ยงต่อการตาบอดหรือตาอักเสบขั้นรุนแรงได้ 3. เป็นงูสวัดต้องทำอย่างไร? (การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัว)หากคุณสงสัยว่ากำลังเป็นงูสวัด “สิ่งสำคัญที่สุดคือการพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก” หลังเริ่มมีผื่นขึ้น […]
Spinal Cord Stimulation (SCS): ทางเลือกใหม่ในการรักษาความปวดเรื้อรังอย่างยั่งยืน

Spinal Cord Stimulation (SCS)นวัตกรรมเพื่อควบคุมความปวดเรื้อรังอย่างยั่งยืน เมื่อการรักษาแบบเดิมไม่เพียงพอ… เทคโนโลยีช่วยคุณได้ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดขา ชา แสบร้อน หรือปวดปลายประสาท แม้จะผ่านการรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด หรือแม้แต่การผ่าตัดมาแล้ว แต่อาการยังคงรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน Spinal Cord Stimulation (SCS) หรือ การกระตุ้นไขสันหลังด้วยไฟฟ้า คือทางเลือกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก สำหรับควบคุมความปวดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาแบบเดิม Spinal Cord Stimulation คืออะไร Spinal Cord Stimulation (SCS) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ส่งกระแสไฟฟ้าความถี่สูงเข้าสู่ช่องไขสันหลังผ่านสายอิเล็กโทรด โดยมีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนวิธีที่สมองรับรู้ความปวด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดน้อยลง SCS ช่วยลดการใช้ยาแก้ปวด และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย SCS ขั้นตอนการรักษา: การทดลอง (Trial) และการฝังถาวร (Implantation)1. ระยะทดลองใช้อุปกรณ์ […]
การตรวจสุขภาพประจำปี: ควรเลือกตรวจอะไรในแต่ละกลุ่มอายุ

การตรวจสุขภาพประจำปี: ควรเลือกตรวจอะไรในแต่ละกลุ่มอายุ อะไรตามช่วงอายุหลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “ตรวจสุขภาพประจำปี” แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือกแพ็กเกจจริง ๆ กลับพบว่ามีรายการตรวจจำนวนมากจนตัดสินใจยากบางรายการดูจำเป็นบางรายการชื่อดูน่ากลัวบางรายการเหมือนยิ่งตรวจมากยิ่งอุ่นใจ และบางครั้งคนไข้ก็เลือกตรวจตามเพื่อน ตามอายุคร่าว ๆ หรือตามแพ็กเกจที่ดูคุ้มที่สุด แต่ในทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพที่ดีไม่ใช่การตรวจให้มากที่สุด และไม่ใช่การตรวจทุกอย่างเหมือนกันทุกคน การตรวจสุขภาพที่ดี คือการเลือกตรวจให้เหมาะกับ “อายุ เพศ ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว พฤติกรรมการ ใช้ชีวิต น้ำหนัก ความดัน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ รูปแบบการทำงาน และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล” เพราะโรคบางอย่างควรเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุยังน้อย บางโรคเริ่มมีความเสี่ยงชัดขึ้นหลังอายุ 40 ปี บางโรคควรตรวจเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยงและบางการตรวจ แม้ฟังดูน่าสนใจ แต่หากตรวจผิดคน ผิดเวลา หรือไม่มีข้อบ่งชี้ อาจสร้างความกังวลและนำไปสู่การตรวจต่อที่ไม่จำเป็น บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่า ในแต่ละช่วงอายุควรให้ความสำคัญกับการตรวจอะไร และควรเลือกตรวจสุขภาพ อย่างไรให้คุ้มค่า ปลอดภัย และตอบโจทย์สุขภาพจริง ตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ใช่แค่ตรวจเลือดหลายคนเข้าใจว่าการตรวจสุขภาพคือการเจาะเลือด ดูน้ำตาล ไขมัน ตับ ไต แล้วจบ แต่ในความเป็นจริง “การคุยกับแพทย์” เป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้ผลตรวจเลือด เพราะข้อมูลหลายอย่างบอกความเสี่ยงของโรคได้มากกว่าตัวเลขเพียงครั้งเดียว เช่น สิ่งที่ควรประเมินแทบทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร การตรวจสุขภาพพื้นฐานควรมีการประเมินสุขภาพโดยรวม ได้แก่ 1. ความดันโลหิต ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่มักไม่มีอาการ แต่สัมพันธ์กับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตเสื่อม และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว […]
ก้อนใต้ผิวหนัง ซีสต์ ไขมัน หรือเนื้องอกต้องตัดออกไหม

ก้อนใต้ผิวหนัง ซีสต์ ไขมัน หรือเนื้องอกต้องตัดออกไหม หลายคนอาจเคยคลำเจอก้อนเล็กๆ ใต้ผิวหนังโดยบังเอิญบางก้อนอยู่ที่แขน หลัง ไหล่ คอ หนังศีรษะ ลำตัว หรือขาบางก้อนนิ่ม ๆ กลิ้งได้ ไม่เจ็บบางก้อนแข็งขึ้น โตขึ้น หรือเริ่มปวดบางก้อนเหมือนสิวอุดตันขนาดใหญ่ เป็นๆ หายๆจนรำคาญ คำถามที่มักเกิดขึ้นทันทีคือ ข่าวดีคือ ก้อนใต้ผิวหนังส่วนใหญ่ที่พบในชีวิตประจำวันมักเป็นก้อนธรรมดา เช่น ก้อนไขมันหรือซีสต์ และไม่ใช่มะเร็ง แต่คำว่า “ส่วนใหญ่” ไม่ได้แปลว่า “ทุกก้อน” เพราะก้อนบางชนิดอาจเป็นเนื้องอกที่ต้องตรวจเพิ่มเติมหรือในบางกรณีอาจเป็นเนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนชนิดร้ายแรงที่พบไม่บ่อย แต่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การตกใจทุกครั้งที่คลำเจอก้อนแต่คือการรู้ว่า ก้อนแบบไหนสังเกตได้ ก้อนแบบไหนควรตรวจ และก้อนแบบไหนควรตัดออกหรือตรวจชิ้นเนื้อ ก้อนใต้ผิวหนังคืออะไร ก้อนใต้ผิวหนังคือก้อนที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นผิวหนังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ลึกลงไปอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ก้อนเนื้อชนิดร้ายแรง เช่น soft tissue sarcoma ซึ่งพบไม่บ่อย แต่ต้องระวังในบางลักษณะการดูแค่ภายนอกอาจบอกได้บางส่วนแต่ไม่สามารถฟันธงได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะก้อนที่อยู่ลึก โตเร็ว หรือมีลักษณะไม่ชัดเจน ก้อนไขมัน หรือ Lipoma เป็นอย่างไรก้อนไขมันเป็นก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายที่เกิดจากเซลล์ไขมันมักอยู่ใต้ผิวหนัง พบได้บ่อยบริเวณหลัง ไหล่ […]
กรดไหลย้อน เจ็บหน้าอก แสบร้อนกลางอก แยกจากโรคหัวใจอย่างไร

กรดไหลย้อน เจ็บหน้าอก แสบร้อนกลางอก แยกจากโรคหัวใจอย่างไรอาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการที่ทำให้หลายคนกังวลทันทีว่า “จะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า” แต่ในชีวิตจริง อาการเจ็บหรือแสบร้อนกลางอกไม่ได้เกิดจากหัวใจเสมอไป หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะในคนวัยทำงานคนที่กินอาหารไม่เป็นเวลา นอนดึก ดื่มกาแฟบ่อย เครียด หรือมีน้ำหนักเกิน คือ โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD:Gastroesophageal Reflux Disease ปัญหาคือ อาการของกรดไหลย้อนและโรคหัวใจบางครั้งคล้ายกันมาก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เป็นกรดไหลย้อนหรือโรคหัวใจ”แต่คือ เราจะแยกอาการเบื้องต้นอย่างไร และเมื่อไรไม่ควรรอ บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างกรดไหลย้อนกับโรคหัวใจในภาษาที่อ่านง่าย แต่ยังยึดหลักทางการแพทย์ เพื่อให้คนไข้ตัดสินใจได้ถูกต้องขึ้นเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกหรือแสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อนคืออะไรกรดไหลย้อน คือภาวะที่กรดหรือสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุหลอดอาหาร ผู้ป่วยจึงอาจรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ขมคอ จุกแน่นลิ้นปี่ หรือมีอาการ คล้ายเจ็บหน้าอกได้ โดยปกติ ร่างกายมีกลไกป้องกันไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นมา กลไกสำคัญคือหูรูด หลอดอาหารส่วนล่าง แต่เมื่อหูรูดนี้ทำงานลดลง หรือมีแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้น กรดก็อาจไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้นกรดไหลย้อนไม่ได้เป็นเพียงอาการ “แสบคอ” หรือ “เรอเปรี้ยว” เท่านั้น แต่ในบางรายอาจแสดงออกเป็นอาการ เจ็บหน้าอก ไอเรื้อรัง เสียงแหบ เจ็บคอ กลืนติด หรือรู้สึกเหมือนมีก้อนในคอได้ ทำไมกรดไหลย้อนจึงทำให้เจ็บหน้าอกได้หลอดอาหารอยู่บริเวณกลางอก ใกล้กับหัวใจ เมื่อกรดไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หรือทำให้หลอดอาหารบีบเกร็งผิดปกติ คนไข้จึงอาจรู้สึกเจ็บ แน่น หรือแสบร้อนบริเวณหน้าอกได้ อาการเจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อนมักเป็นลักษณะ อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ อาการเจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อนอาจคล้ายโรคหัวใจได้ โดยเฉพาะถ้าคนไข้ใช้คำว่าแน่นหน้าอก อึดอัดกลางอก หรือเจ็บลึก ๆ […]
ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain): ตรวจทุกอย่างแล้วปกติ…แต่ทำไมยังปวดไม่หาย?

ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain): ตรวจทุกอย่างแล้วปกติ…แต่ทำไมยังปวดไม่หาย?“เมื่อผลตรวจปกติ แต่ความปวดยังคงอยู่”เรื่องราวที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain; CPP) มักมาในรูปแบบของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือรังสีวิทยาที่ดูปกติ แต่คนไข้ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น: โรคที่พบบ่อยกว่าที่หลายคนคิดองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญ แต่ได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควร อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการทำงาน การนอนหลับ การออกกำลังกาย ชีวิตคู่ และสุขภาพจิตของผู้ป่วย Q&A: ทำไมตรวจทุกอย่างแล้วปกติ แต่ยังปวด?หลายคนเชื่อว่าหากผล MRI หรือผลตรวจต่าง ๆ ปกติ แสดงว่าไม่น่าจะมีความผิดปกติที่สำคัญ แต่ในความเป็นจริง อาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะเพียงอย่างเดียว ความปวดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายระบบร่วมกัน: ดังนั้น ผลตรวจที่ปกติไม่ได้แปลว่าอาการปวดของผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องจริง คำตอบมักซ่อนอยู่ในรายละเอียดของอาการ การตรวจร่างกาย และการทำงานของระบบประสาทที่การตรวจทั่วไปมองไม่เห็น เมื่ออวัยวะต่าง ๆ ในอุ้งเชิงกรานเริ่มส่งผลต่อกันอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน (กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ มดลูก ช่องคลอด ต่อมลูกหมาก กล้ามเนื้อ และระบบประสาท) ล้วนเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายกระแสประสาท เมื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งส่งสัญญาณความปวดเป็นเวลานาน ระบบประสาทอาจไวต่อความปวดมากขึ้นและเริ่มส่งผลต่ออวัยวะข้างเคียง นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยบางคนจึงมีอาการหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น ปวดท้องน้อย ปวดขณะปัสสาวะ ปวดเวลาอุจจาระ ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปวดฝีเย็บ […]
ปวดท้องเรื้อรัง (Chronic Abdominal Pain) เมื่อผลตรวจปกติ ก็อาจมีโรคซ่อนอยู่

ปวดท้องเรื้อรัง : เมื่อผลตรวจปกติ ก็อาจมีโรคซ่อนอยู่ Chronic Abdominal Pain: When Normal Tests Do Not Mean “Nothing Is Wrong”อาการปวดท้องเรื้อรัง (Chronic Abdominal Pain) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ผู้ป่วยหลายรายมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ผ่านการตรวจมาหลายอย่าง ทั้งการตรวจเลือด อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการส่องกล้องทางเดินอาหาร แต่กลับไม่พบความผิดปกติที่สามารถอธิบายอาการได้ทั้งหมด ในอดีต เรามักมองว่าอาการปวดเกิดจากการอักเสบ การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของอวัยวะโดยตรง แต่ในปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับอาการปวดท้องเรื้อรังได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นักวิจัยพบว่า ความเจ็บปวดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของลำไส้ สมอง ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกันด้วย ไม่ใช่อาการปวดท้องทุกอย่างจะมาจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แน่นอนว่าโรคของระบบทางเดินอาหารยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดท้องเรื้อรัง เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome; IBS), ภาวะอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง (Functional Dyspepsia), โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease; IBD), […]