Cervicogenic Headache: Structural and Neurological Correlates
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังมักเข้าใจว่าต้นเหตุของอาการต้องมาจากสมอง, โรคไมเกรน หรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีสาเหตุของอาการปวดศีรษะมาจากความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณกระดูกคอ เช่น ข้อต่อกระดูกคอ, หมอนรองกระดูก, เอ็น, กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทรอบคอ
ภาวะนี้เรียกว่า Cervicogenic Headache หรืออาการปวดศีรษะที่มีต้นกำเนิดจากคอ แม้ต้นเหตุที่แท้จริงจะอยู่ที่โครงสร้างคอ แต่ระบบประสาทส่วนกลางสามารถรับรู้สะท้อนเป็บอาการปวดศีรษะ ปวดขมับ ปวดรอบดวงตา หรือปวดใบหน้าได้ เนื่องจากเส้นประสาทจากบริเวณคอและศีรษะมีการเชื่อมโยงสัญญาณกระแสประสาทร่วมกันในระดับลึก
Q&A: สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
อะไรคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด?
ปัจจุบันมีหลักฐานทางการแพทย์จำนวนมากพบว่า ข้อต่อกระดูกคอด้านหลัง (Cervical Facet Joint) โดยเฉพาะระดับ C2-C3 เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดความปวด (Pain generator) ที่สำคัญที่สุดของโรคนี้ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่:
- การบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อคอหลังอุบัติเหตุรถยนต์ (Whiplash Injury)
- กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดอักเสบเรื้อรัง (Myofascial Pain Syndrome)
- การระคายเคืองหรืออักเสบของเส้นประสาทท้ายทอย (Occipital Nerve)
- หมอนรองกระดูกคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนกดทับเส้นประสาท
- ความเสื่อมตามอายุของกระดูกคอ
อาการทางคลินิกและกลุ่มอาการคาบเกี่ยว
ลักษณะอาการของ Cervicogenic Headache มีความจำเพาะและแสดงออกร่วมในหลายระบบ ดังนี้:
- รูปแบบความปวด: มักเริ่มปวดจากบริเวณต้นคอหรือท้ายทอยก่อน แล้วค่อย ๆ ร้าวขึ้นไปยังขมับ, หลังใบหู, รอบกระบอกตา หรือปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก
- สิ่งกระตุ้นรอยโรค: อาการมักสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวคออย่างชัดเจน เช่น มีอาการมากขึ้นเมื่อหันคอ, เงยคอ, นั่งทำงานออฟฟิศนาน ๆ, ขับรถต่อเนื่อง หรือก้มดูโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
- กลุ่มอาการเวียนศีรษะร่วม (Cervicogenic Dizziness): ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกเวียนศีรษะ โคลงเคลง เดินไม่มั่นคง หรือรู้สึกเหมือนเมารถเมาเรือตลอดเวลา
- อาการร่วมอื่น ๆ: อาจพบอาการแน่นหู, หูอื้อ, เสียงดังในหู (Tinnitus), ปวดกราม, ปวดใบหน้า หรือนอนหลับไม่สนิทสะดุ้งตื่นกลางดึกเนื่องจากปวดคอท้ายทอย
เนื่องจากอาการเหล่านี้มีความคาบเกี่ยวสูง จึงมักถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนเป็นโรคหูชั้นใน, โรคข้อต่อขากรรไกรอักเสบ หรือโรคไมเกรนมาเป็นเวลานานหลายปี

Q&A: ความแตกต่างจากโรคไมเกรนและการตรวจวินิจฉัย
แตกต่างจากไมเกรนอย่างไร?
แม้ว่าทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกันมาก เช่น ปวดศีรษะข้างเดียว, คลื่นไส้, หรือไวต่อแสงและเสียง แต่ข้อแตกต่างสำคัญคือ Cervicogenic Headache มักเริ่มปวดจากคอหรือท้ายทอยนำมาก่อน และอาการจะถูกกระตุ้นตามท่าทางหรือการเคลื่อนไหวของคออย่างชัดเจน ทว่าในทางปฏิบัติจริง ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะโรคไมเกรนและ Cervicogenic headache เกิดร่วมกัน ยิ่งทำให้การวินิจฉัยมีความซับซ้อน
การวินิจฉัยและข้อจำกัดของภาพ MRI
การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อดูช่วงการเคลื่อนไหวของคอและจุดกดเจ็บเป็นหลัก
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ MRI: การที่ผลภาพตรวจ MRI ของกระดูกคอปรกติ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้เป็น Cervicogenic Headache เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากอาจมีความผิดปกติในระดับข้อต่อคอ เส้นประสาทขนาดเล็ก หรือกล้ามเนื้อลึกที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภาพรังสีวิทยา ดังนั้น ในรายที่สงสัย แพทย์จะใช้การฉีดยาชาเฉพาะจุดเพื่อตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Block) ในการพิสูจน์ทราบแหล่งกำเนิดความปวด
แนวทางการรักษาตามขั้นตอนทางคลินิก (Step-by-Step Management)
1. การรักษาเบื้องต้นและการปรับพฤติกรรม
- ปรับท่าทางสรีระ (Posture correction): หลีกเลี่ยงการก้มคอเล่นสมาร์ตโฟนนาน ๆ หรือปรับท่านั่งทำงานออฟฟิศ
- กายภาพบำบัดฟื้นฟู: เป็นหนึ่งในแนวทางรักษาหลักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและสะบัก รวมถึงเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อคอ
2. การใช้ยาควบคุมอาการ (Pharmacotherapy)
- ระยะเฉียบพลัน/มีอาการกำเริบ: ใช้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Naproxen, Celecoxib, หรือ Etoricoxib ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Orphenadrine
- ระยะปวดเรื้อรัง: แพทย์มักพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่มลดอาการปวดเส้นประสาท ได้แก่ Gabapentin, Pregabalin, หรือ Mirogabalin เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงระยะยาวของยากลุ่มลดอักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อต่อระบบทางเดินอาหาร, ตับ, ไต และระบบหัวใจหลอดเลือด
3. หัตถการระงับปวดเฉพาะจุด (Pain Intervention)
เมื่ออาการเข้าสู่ระยะเรื้อรัง ดื้อต่อยา หรือรบกวนคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง ควรพิจารณาหัตถการเฉพาะทางด้านความปวด:
- Diagnostic Medial Branch Block: การฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทรับความรู้สึกของข้อต่อกระดูกคอด้านหลัง เพื่อระบุจุดที่มีปัญหา
- Radiofrequency Ablation (RFA): หากผู้ป่วยตอบสนองต่อการบล็อกยาชาข้างต้นได้ดี แพทย์จะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ความร้อนเพื่อทำลายเส้นประสาทรับความรู้สึกของข้อต่อคอคู่ที่มีปัญหา ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ยาวนานหลายเดือนถึงมากกว่า 1 ปี
- Greater Occipital Nerve Block (GON Block): ในรายที่มีอาการปวดท้ายทอยร้าวขึ้นศีรษะเด่นชัด การฉีดยารอบเส้นประสาทท้ายทอยจะช่วยลดการอักเสบและระงับสัญญาณปวดชั่วคราวได้ดี ซึ่งหัตถการนี้ช่วยบรรเทาอาการได้ทั้งในกลุ่มโรค Cervicogenic Headache, Occipital Neuralgia และโรคไมเกรนบางราย
เอกสารอ้างอิง (References)
- Bogduk N. Cervicogenic Headache: Anatomic Basis and Pathophysiologic Mechanisms. Curr Pain Headache Rep. 2001;5(4):382-386.
- Bogduk N. On Cervicogenic Headache and Cervical Facet Joint Pain. Curr Pain Headache Rep. 2014;18:411.
- International Headache Society. The International Classification of Headache Disorders, 3rd Edition (ICHD-3). Cephalalgia. 2018;38(1):1-211.
- Lord SM, Barnsley L, Wallis BJ, Bogduk N. Chronic Cervical Zygapophysial Joint Pain After Whiplash. Spine. 1996;21(15):1737-1745.
- Cohen SP, Doshi TL, Constantinescu OC, et al. Effectiveness of Cervical Facet Joint Blocks and Radiofrequency Neurotomy. Reg Anesth Pain Med. 2022;47(1):3-59.
- Vincent MB. Cervicogenic Headache: Clinical Evaluation, Diagnostic and Therapeutic Aspects. Curr Pain Headache Rep. 2010;14(6):447-450.
- Reid SA, Rivett DA. Manual Therapy Treatment of Cervicogenic Dizziness: A Systematic Review. Man Ther. 2005;10(1):4-13.
- Inam AMH, Khan AR, Khan A, Iqbal MJ. Neck Pain Management: Current Trends, Future Directions, and Research Priorities. Cuest Fisioter. 2024;53(3):1787-1804.