การรักษา อาการปวดกระดูกสันหลังด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation: RFA)

สารบัญ เนื้อหา

ในอดีต เวลาที่พูดถึงอาการปวดคอหรือปวดหลังเรื้อรัง คนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่ “โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง มีอีกหนึ่งต้นเหตุสำคัญที่พบบ่อยมากและมักถูกมองข้ามไป คือ “อาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังด้านหลัง” (Facet Joint Pain)[cite: 11, 21]

ปัจจุบันนวัตกรรมการรักษาที่เรียกว่า การจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ได้ก้าวเข้ามาเป็น “ช่องว่างชิ้นสำคัญ” สำหรับการเติมเต็มระบบการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มที่ “อาการยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดใหญ่ แต่ก็รักษาประคับประคองทั่วไปแล้วไม่เห็นผลดี”

Q&A: โครงสร้าง Facet Joint และกลไกจุดชนวนความปวด

ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) คืออะไร?

คือข้อต่อขนาดเล็กที่เชื่อมล็อกอยู่ทางด้านหลังของกระดูกสันหลังแต่ละปล้อง ทำหน้าที่ช่วยพยุงและควบคุมสรีระมุมการเคลื่อนไหว (ก้ม เงย บิด หรือหมุนตัว) ให้เกิดความสมดุล มีอยู่ทั้งฝั่งซ้ายและขวาตลอดแนวกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ระดับคอ (Cervical), กลางหลัง (Thoracic) ไปจนถึงเอวส่วนล่าง (Lumbar) โครงสร้างนี้มีกระดูกอ่อน เยื่อหุ้มข้อ และปลายประสาทมาเลี้ยงจำนวนมาก เมื่ออักเสบหรือเสื่อมสภาพจึงกระตุ้นให้ปวดเรื้อรังได้รุนแรงเช่นเดียวกับข้อเข่าเสื่อม[cite: 11, 21]

ทำไมปัจจุบันคนยุคใหม่ถึงเกิดรอยโรคปวดที่ข้อต่อนี้มากขึ้น?

ปัจจัยเร่งสำคัญมาจากพฤติกรรมการก้มคอค้างและก้มหลังทำงานต่อเนื่องยาวนาน หรือ Text Neck Syndrome (โรคคอก้มจากมือถือ)[cite: 16, 21] โดยปรกติศีรษะมนุษย์มีน้ำหนักประมาณ 4–6 กิโลกรัม แต่ทุก ๆ องศาที่ก้มต่ำลง แรงกดสะสมทวีคูณที่กระทำต่อหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกคอด้านหลังจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว[cite: 16, 21] นำไปสู่ภาวะข้อต่อเสื่อมเร็วกว่ากำหนด, เกิดพังผืดหนาตัว และข้ออักเสบเรื้อรัง[cite: 16, 21] พบบ่อยอย่างยิ่งในกลุ่มอาชีพที่ต้องก้มคอทำหัตถการค้างนาน เช่น ทันตแพทย์, ศัลยแพทย์ รวมถึงพนักงานออฟฟิศ, โปรแกรมเมอร์, กราฟิกดีไซเนอร์ และกลุ่มผู้ป่วยตามหลังอุบัติเหตุรถยนต์คอสะบัด (Whiplash Injury)[cite: 10, 16, 21]

กลไกการเกิดโรคเชิงลึก

เมื่อหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมและยุบตัวลง แรงกดและแรงบิดจะถูกถ่ายเทไปที่ข้อต่อ Facet Joint ด้านหลังแทน[cite: 9, 21] นำไปสู่การเสียดสี เยื่อหุ้มข้ออักเสบ ข้อบวม และเกิดกระดูกงอกรัดตึง[cite: 9, 21] ข้อต่อเหล่านี้จะส่งสัญญาณปวดผ่านเส้นประสาทขนาดเล็กที่ชื่อ Medial Branch Nerve วิ่งตรงสู่สมองตลอดเวลา หากปล่อยทิ้งไว้นานจะชักนำให้ระบบประสาทส่วนกลางแปรสภาพเกิดภาวะไวต่อความปวดค้าง (Central Sensitization)[cite: 6, 21]

กลุ่มอาการปวดจำเพาะตามระดับกระดูกสันหลัง

  • ระดับคอ (Cervical Facet Pain): ปวดคอเรื้อรังตึงร้าวลงบ่าสะบัก ปวดมากขึ้นชัดเจนเมื่อหันคอหรือเงยหน้า ปวดร้าวขึ้นท้ายทอย หลังหู ขมับ หรือเบ้าตา คล้ายโรคปวดศีรษะจากต้นคอ (Cervicogenic Headache) หรือไมเกรน โดยไม่มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง[cite: 10, 16, 21]
  • ระดับกลางหลัง (Thoracic Facet Pain): ปวดตึงลึกกลางหลังระหว่างสะบักทั้งสองข้าง เจ็บปวดมากขึ้นเวลาก้มบิดตัวหรือแอ่นหลัง มีอาการเกร็งตึงของกล้ามเนื้อหลังชั้นลึกร่วมด้วย
  • ระดับเอวส่วนล่าง (Lumbar Facet Pain): ปวดหลังส่วนล่างร้าวไปสะโพกหรือก้น ปวดตึงมากช่วงตื่นนอนตอนเช้าหรือลุกจากท่านั่ง อาการจะถูกกระตุ้นให้ปวดรุนแรงขึ้นเมื่อยืนนาน เดินนาน หรือแอ่นหลัง มักไม่ปวดร้าวแปล๊บวิ่งลงขาต่ำกว่าเข่าเหมือนโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท[cite: 11, 21]

Q&A: ข้อจำกัดของภาพรังสี และเกณฑ์คัดเลือกผู้ป่วย (Diagnostic Block)

ทำไมภาพ X-ray หรือ MRI จึงระบุจุดปวดที่แน่นอนไม่ได้?

เนื่องจากภาพ MRI และ X-ray สามารถถ่ายทอดได้เพียง “ลักษณะโครงสร้างทางกายวิภาค” แต่ไม่สามารถแสดงสัญญาณความปวดจริงได้[cite: 15, 21] ผู้ป่วยจำนวนมากมีภาพกระดูกเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกปลิ้นปรากฏชัด แต่ตำแหน่งนั้นกลับไม่สร้างอาการปวดเลย ในขณะที่บางรายภาพฟิล์มดูสมบูรณ์ดีแต่ปวดทรมานสาหัส[cite: 11, 15, 21]

การบล็อกทดสอบเส้นประสาท (Diagnostic Medial Branch Block) มีความสำคัญอย่างไร?

ด้วยข้อจำกัดข้างต้น การตรวจวินิจฉัยมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ของสมาคม Spine Intervention Society (SIS) จึงต้องอาศัยการทำหัตถการฉีดยาชาปริมาณเล็กน้อยล็อกเป้าหมายไปที่เส้นประสาท Medial branch ปล้องที่สงสัยเพื่อสังเกตผลชั่วคราว[cite: 11, 21] หากหลังบล็อกแล้วผู้ป่วยสามารถลดระดับความปวดลงได้อย่างชัดเจนมากกว่า 75–80% และสามารถขยับหันคอ/แอ่นหลังทำกิจกรรมที่เคยปวดได้ดีทันที จะเป็นการยืนยันความแม่นยำตัดภาวะผลบวกปลอม (False Positive) และคัดเลือกคนไข้เข้าสู่หัตถการ RFA ระยะยาวได้อย่างแม่นยำที่สุด[cite: 11, 21]

หัตถการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (RFA)

การรักษาด้วยเทคนิค RFA ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ไม่มีการตัดโครงสร้างกระดูก ไม่มีการใส่น็อตเหล็กยึดตรึงข้อ แต่เป็นการใช้เข็มเฉพาะทางส่งผ่านพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนจำเพาะจุด เพื่อจี้ตัดสัญญาณระงับการนำกระแสประสาทปวดจากเส้นประสาท Medial branch ส่งไปยังสมอง โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง[cite: 11, 21]

การเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดทางคลินิก

ข้อดีของหัตถการ RFA 19.Radiofrequency Ablation RFA.pdfข้อจำกัดและภาวะหลังทำหัตถการ 19.Radiofrequency Ablation RFA.pdf
• แผลเล็กมากเท่ารูเข็ม เจ็บตัวน้อย ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
• ฟื้นตัวรวดเร็ว ไม่ต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
• ไม่ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระดูกสันหลังดั้งเดิม
• ช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงหรือชะลอการผ่าตัดเชื่อมข้อโดยไม่จำเป็น
• สามารถทำหัตถการซ้ำได้ปลอดภัย หากเส้นประสาทงอกใหม่
• ไม่ใช่การรักษาที่คงอยู่ถาวรตลอดชีวิต

• ผลการระงับปวดเฉียบพลันจะคงอยู่ได้นานเฉลี่ย 8–12 เดือน[cite: 11, 21]
• ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก อาจมีอาการปวดแสบรอยเข็ม หรือเกิดภาวะรากประสาทระคายเคืองชั่วคราว (Neuritis)[cite: 14, 21]
• ตัวหัตถการจะเริ่มออกฤทธิ์ระงับปวดเด่นชัดเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 2–6 หลังทำ[cite: 13, 21]

ขั้นตอนปฏิบัติตัว: หัตถการทำภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทางเคลื่อนที่ (Fluoroscopy guidance) ในห้องปลอดเชื้อ คนไข้นอนคว่ำและได้รับยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยานอนหลับชนิดอ่อน ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที สามารถกลับบ้านได้ทันทีในวันเดียวกัน[cite: 11, 21]

เอกสารอ้างอิง (Research References)

  1. Chan CW, Peng P. Failed back surgery syndrome. Pain Medicine. 2011;12(4):577-606.
  2. Thomson S. Failed back surgery syndrome: definition, epidemiology and demographics. British Journal of Pain. 2013;7(1):56-59.
  3. Cohen SP, Raja SN. Pathogenesis, diagnosis, and treatment of lumbar zygapophysial (facet) joint pain. Anesthesiology. 2007;106(3):591-614.
  4. Schwarzer AC, Wang SC, Bogduk N, et al. Prevalence and clinical features of lumbar zygapophysial joint pain: a study in an Australian population with chronic low back pain. Annals of the Rheumatic Diseases. 1995;54:100-106.
  5. Manchikanti L, Manchukonda R, Pampati V, et al. Prevalence of facet joint pain in chronic spinal pain of cervical, thoracic, and lumbar regions. BMC Musculoskeletal Disorders. 2004;5:15.
  6. Cohen SP, Huang JH, Brummett C. Facet joint pain-advances in patient selection and treatment. Nature Reviews Rheumatology. 2013;9(2):101-116.
  7. Cohen SP, Hurley RW, Christo PJ, Winkley JV. Clinical predictors of success and failure for lumbar facet radiofrequency denervation. Clinical Journal of Pain. 2007.
  8. Cohen SP et al. Lumbar zygapophysial (facet) joint radiofrequency denervation success as a function of diagnostic block relief. Spine Journal. 2008.
  9. Cohen SP et al. Consensus practice guidelines on interventions for lumbar facet joint pain from a multispecialty, international working group. Regional Anesthesia and Pain Medicine. 2020;45(6):424-467.[cite: 11, 21]
  10. Provenzano DA et al. Assessment of real-world, prospective outcomes in patients treated with lumbar radiofrequency ablation for chronic pain (RAPID Study).
  11. Son JH, Kim SD, Kim SH, Lim DJ, Park JY. The efficacy of repeated radiofrequency medial branch neurotomy for lumbar facet syndrome. Journal of Korean Neurosurgical Society. 2010;48(3):240-243.