ปวดเอว เรื้อรัง เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain)

ตุลาคม 4, 2026
บทความโดย :
พญ. นาตยา อุดมศักดิ์
Low Back Pain


ปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) ปวดเอว เรื้อรัง เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร


Low Back Pain: Etiology, Diagnosis, and Contemporary Management
“หมอครับ ผมตรวจ MRI มาแล้ว 3 โรงพยาบาล แต่หมอแต่ละคนบอกไม่เหมือนกัน” นี่เป็นหนึ่งในความสับสนที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยโรคปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) ความจริงทางคลินิกคือ อาการปวดหลังไม่ใช่โรคเดี่ยว แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุปะปนกัน และในผู้ป่วยจำนวนมาก ต้นเหตุของความปวดไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เห็นเด่นชัดจากภาพถ่ายรังสีวิทยาหรือ MRI เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันอาการปวดหลังส่วนล่างถือเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของการสูญเสียคุณภาพชีวิตและการสูญเสียความสามารถในการทำงานทั่วโลก ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด หากได้รับการวินิจฉัยแยกแยะโรคอย่างถูกต้องและได้รับการรักษาที่ตรงกับสมุฏฐานของโรค

Q&A: ความแตกต่างระหว่างภาวะปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง

ปวดหลังเฉียบพลัน (Acute Low Back Pain)

  • นิยาม: อาการปวดหลังที่มีระยะเวลาเป็นมาไม่เกิน 12 สัปดาห์
  • สาเหตุหลัก: มักเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ, เอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนรอบกระดูกสันหลัง (Muscle and soft tissue injury) จากการยกของหนัก, การเล่นกีฬา, นั่งทำงานท่าเดิมนาน ๆ หรือการขยับผิดจังหวะ
  • แนวทางดูแล: ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองภายใน 6–8 สัปดาห์ ข้อแนะนำยุคใหม่คือ ไม่แนะนำให้นอนพักบนเตียงนิ่ง ๆ (Bed rest) เป็นเวลานานเหมือนในอดีต เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวและการรีบกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่ทนได้ จะให้ผลลัพธ์การฟื้นตัวทางคลินิกที่ดีกว่ามาก

ปวดหลังเรื้อรัง (Chronic Low Back Pain)

  • นิยาม: อาการปวดที่เป็นต่อเนื่องยาวนานกว่า 12 สัปดาห์
  • สาเหตุหลัก: มีกลไกโรคที่ซับซ้อนและไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญของการรักษาคนไข้กลุ่มนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าภาพรังสีวิทยาพบอะไร แต่คือการตามล่าหา “แหล่งกำเนิดความปวดที่แท้จริง (Pain Generator)”

การแบ่งกลุ่มสาเหตุหลัก 5 ด้าน (Classification of Low Back Pain)

  1. Spondylogenic Back Pain (ปวดจากโครงสร้างกระดูกและข้อต่อ脊椎源性): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในคลินิกระงับปวด ได้แก่:
    – กล้ามเนื้ออักเสบ (Muscle strain) และเอ็นอักเสบ (Ligament sprain)
    – หมอนรองกระดูกเสื่อม (Disc degeneration) หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Disc herniation)
    – อาการปวดจากตัวหมอนรองกระดูกเอง (Discogenic pain)
    – อาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังด้านหลัง (Facet Joint Pain) และข้อต่อกระเบนเหน็บเชิงกราน (Sacroiliac Joint Pain)
    – อาการปวดจากแผ่นกระดูกปลายปล้อง (Vertebrogenic pain)
    – ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Lumbar Spinal Stenosis) หรือกระดูกสันหลังยุบตัวจากโรคกระดูกพรุน
  2. Viscerogenic Back Pain (ปวดร้าวมาจากอวัยวะภายใน): อาการปวดหลังที่เกิดจากโรคของอวัยวะในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน เช่น นิ่วในไต, กรวยไตอักเสบ, ตับอ่อนอักเสบ, โรคทางนรีเวช หรือโรคของลำไส้
  3. Vasculogenic Back Pain (ปวดจากโรคหลอดเลือด): เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโปงพอง (Abdominal Aortic Aneurysm; AAA) หรือผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (Aortic Dissection) แม้พบได้ไม่บ่อยแต่เป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต
  4. Neurogenic Back Pain (ปวดจากระบบประสาท): เกิดจากการกดทับหรืออักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย, เนื้องอกของไขสันหลัง หรือเนื้องอกของปลอกหุ้มเส้นประสาท
  5. Nociplastic Pain (ปวดจากการประมวลผลส่วนกลางผิดปกติ): ระบบประสาทส่วนกลางแปรสภาพจนไวต่อความปวดมากกว่าปกติ (Central Sensitization) ทำให้อาการปวดยังคงฝังลึกอยู่แม้ว่าต้นเหตุทางกายวิภาคภายนอกจะลดลงหรือหายไปแล้วก็ตาม

อาการสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags)


หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับปวดหลัง ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อแยกแยะภาวะติดเชื้อ มะเร็ง กระดูกหัก หรือการกดทับเส้นประสาทขั้นวิกฤต: มีไข้, น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ, มีประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อน, ปวดรุนแรงมากตอนกลางคืน, ประสบอุบัติเหตุรุนแรง, ขาอ่อนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว, มีอาการชาบริเวณก้น/อวัยวะเพศ (Saddle anesthesia), หรือกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ (Cauda equina syndrome)

Q&A: ข้อจำกัดของภาพ MRI และวงจรการทำกายภาพบำบัด

ภาพ MRI ปกติหรือผิดปกติ บอกเรื่องราวได้ทั้งหมดหรือไม่?


ไม่ได้เป็นคำตอบของทุกอย่าง ในทางปฏิบัติ ภาพ MRI สามารถแสดงให้เห็นเพียง “ความผิดปกติทางโครงสร้างหรือกายวิภาค” แต่ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าโครงสร้างที่เสื่อมนั้นคือต้นกำเนิดความปวดจริงหรือไม่
จากสถิติพบว่า ผู้สูงอายุวัย 50–60 ปีจำนวนมากตรวจพบหมอนรองกระดูกเสื่อม, ข้อต่อเสื่อม หรือมีกระดูกงอกหนาตัวจากภาพ MRI ได้เป็นปกติ ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยมีอาการปวดหลังเลยแม้แต่น้อย ความเสื่อมเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนริ้วรอยบนใบหน้าหรือเส้นผมที่เปลี่ยนเป็นสีขาว แพทย์ระงับปวดจึงยึดหลักรักษาผู้ป่วยจากอาการแสดง มิได้รักษาตามฟิล์ม MRI

ทำไมทำกายภาพบำบัดแล้วดีขึ้น แต่พอหยุดก็กลับมาปวดซ้ำ?


เนื่องจาก “แหล่งกำเนิดความปวดที่แท้จริง (Pain Generator)” ยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อโครงสร้างส่วนลึก เช่น ข้อต่อ Facet, ข้อกระเบนเหน็บ หรือหมอนรองกระดูกเกิดรอยโรคและส่งสัญญาณปวด ร่างกายจะตอบสนองโดยอัตโนมัติด้วยการสั่งให้กล้ามเนื้อรอบหลังหดเกร็งตัวอย่างรุนแรง (Muscle Spasm) เพื่อล็อกการเคลื่อนไหว เปรียบเสมือนการเข้าเฝือกตามธรรมชาติ
ดังนั้น อาการกล้ามเนื้อตึงเกร็งที่ผู้ป่วยรู้สึกจึงมักเป็น “ผลตามมาของความปวด” มิใช่ต้นเหตุหลักทั้งหมด การทำกายภาพบำบัดหรือนวดผ่อนคลายสามารถช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ดีในระยะสั้น แต่อาการปวดจะกลับมาเป็นซ้ำทันทีเมื่อหยุดทำ ตราบใดที่ Pain Generator ส่วนลึกยังคงอักเสบอยู่

แนวทางการรักษาเฉพาะทางและการสืบค้นระงับปวด

เมื่อการรักษาประคับประคองเบื้องต้น (การใช้ยา NSAIDs, การปรับพฤติกรรมงดยกของหนัก, ควบคุมน้ำหนัก, เลิกสูบบุหรี่ และทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ 4–6 สัปดาห์) ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ ควรส่งต่อแพทย์เฉพาะทางด้านความปวดเพื่อทำหัตถการระงับปวด (Interventional Pain Management):

  • Diagnostic Block (การฉีดยาชาเพื่อวินิจฉัย): ในรายที่ภาพ MRI พบความเสื่อมหลายตำแหน่งพร้อมกันจนแยกแยะไม่ได้ แพทย์จะใช้การฉีดยาชาปริมาณเล็กน้อยไปบล็อกโครงสร้างที่สงสัยจำเพาะจุด (เช่น Medial Branch Block, Facet block, หรือ SI joint block) เปรียบเสมือนการ “ปิดสวิตช์ชั่วคราว” หากความปวดลดลงทันที >75-80% จะช่วยยืนยันตำแหน่งรอยโรคได้อย่างแม่นยำเพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป
  • Epidural Steroid Injection (ESI): การฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบรอบรากประสาท เหมาะสำหรับกลุ่มที่มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือโพรงประสาทตีบที่มีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย
  • Radiofrequency Ablation (RFA): การใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ความร้อนตัดสัญญาณปวดของเส้นประสาทที่เลี้ยงข้อต่อ (Medial branch) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ปวดจากข้อต่อเสื่อม (Facet joint syndrome) ช่วยระงับปวดได้ยาวนาน 8–12 เดือน
  • Epidural Adhesiolysis: หัตถการสลายพังผืดหนาตัวรอบเส้นประสาทในช่องโพรงประสาท สำหรับกลุ่มผู้ป่วยปวดเรื้อรังหลังผ่าตัดหลัง (PSPS Type 2 / FBSS)

บทสรุปและแนวทางปฏิบัติ (Q&A)

  • ปวดหลังยังออกกำลังกายได้หรือไม่? ออกกำลังกายได้ดีและแนะนำอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการนอนนิ่ง ๆ โดยควรเลือกการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ (Low-Impact Exercise) เช่น การเดิน, ว่ายน้ำ หรือการเดินในน้ำ
  • ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดบ้าง? หลีกเลี่ยงการนอนพักบนเตียงเป็นเวลานาน, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ (เนื่องจากนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกลดลง), หลีกเลี่ยงการปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และงดพฤติกรรมการไม่ยอมขยับเขยื้อนร่างกายเลยเพราะกลัวความปวด เนื่องจากจะทำให้สมองไวต่อความปวดมากขึ้นและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปวดเรื้อรัง
  • ควรใส่สายรัดพพุงหลัง (LS Support) ระยะยาวหรือไม่? ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใส่ต่อเนื่องระยะยาว สายรัดพยุงหลังไม่ได้รักษาสาเหตุหลัก และการใส่นานหลายเดือนหรือเป็นปีจะส่งผลเสียรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ขาดการใช้งานจนฝ่อลีบและอ่อนแรงลงในที่สุด ปัจจุบันทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และแนวทางเวชปฏิบัติสากลทั่วโลกไม่ได้แนะนำให้ใช้สายรัดพยุงหลังเป็นตัวรักษาหลักสำหรับอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยตนเอง

เอกสารอ้างอิง (References)

  • Nicol V, Verdaguer C, Daste C, Bisseriex H, Lapeyre E, Lefèvre-Colau MM, Rannou F, Rören A, Facione J, Nguyen C. Chronic Low Back Pain: A Narrative Review of Recent International Guidelines for Diagnosis and Conservative Treatment. J Clin Med. 2023;12(4):1685. doi:10.3390/jcm12041685.
  • Zhou T, Salman D, McGregor AH. Recent Clinical Practice Guidelines for the Management of Low Back Pain: A Global Comparison. BMC Musculoskelet Disord. 2024;25:344. doi:10.1136/s12891-024-07468-0.
  • Margetis K, Singh C, Casiano VE, Varacallo MA. Low Back Pain: Evaluation and Management. In: StatPearls. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; Updated December 13, 2025.
  • Costa N, Hodges PW. Low Back Pain Fact Sheet. International Association for the Study of Pain (IASP). Published July 25, 2023.
  • Allegri M, Montella S, Salici F, et al. Mechanisms of Low Back Pain: A Guide for Diagnosis and Therapy. F1000Research. 2016;5:F1000 Faculty Rev-1530. doi:10.12688/f1000research.8105.2.
  • Farley T, Stokke J, Goyal K, DeMicco R. Chronic Low Back Pain: History, Symptoms, Pain Mechanisms, and Treatment. Life. 2024;14(7):812. doi:10.3390/life14070812.
  • Oertel JM, Sharif SY, Zygourakis C, et al. Acute Low Back Pain: Epidemiology, Etiology, and Prevention: WFNS Spine Committee Recommendations. World Neurosurg X. 2024;22:100313.
  • Oliveira CB, Maher CG, Pinto RZ, Traeger AC, Lin CWC, Chenot JF, van Tulder M, Koes BW. Clinical Practice Guidelines for the Management of Non-Specific Low Back Pain in Primary Care: An Updated Overview. Eur Spine J. 2018;27(11):2791-2803.
  • Foster NE, Anema JR, Cherkin D, Chou R, Cohen SP, Gross DP, et al. Prevention and Treatment of Low Back Pain: Evidence, Challenges, and Promising Directions. Lancet. 2018;391(10137):2368-2383.
  • Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-Specific Low Back Pain. Lancet. 2017;389(10070):736-747.
  • Brinjikji W, Diehn FE, Jarvik JG, Carr CM, Kallmes DF, Murad MH, Luetmer PH. MRI Findings of Disc Degeneration are More Prevalent in Adults with Low Back Pain than in Asymptomatic Controls: A Systematic Review and Meta-Analysis. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(12):2394-2399.
  • Cohen SP, Bhaskar A, Bhatia A, Buvanendran A, Deer T, Garg S, et al. Consensus Practice Guidelines on Interventions for Lumbar Facet Joint Pain from a Multispecialty, International Working Group. Reg Anesth Pain Med. 2020;45(6):424-467.
  • Kaneda G, Zila L, Sheyn D, et al. What a Pain in the Back: Etiology, Diagnosis and Future Treatment Directions for Discogenic Low Back Pain. Pain and Therapy. 2025. doi:10.1038/s41413-025-00472-7.
  • Smuck M, Khalil J, Barrette K, et al. Prospective, Randomized, Multicenter Study of Intraosseous Basivertebral Nerve Ablation for the Treatment of Chronic Low Back Pain. Spine J. 2021;21(2):212-220.
  • Fischgrund JS, Rhyne A, Franke J, et al. Intraosseous Basivertebral Nerve Ablation for the Treatment of Chronic Low Back Pain: 5-Year Treatment Arm Results from a Prospective Randomized Double-Blind Sham-Controlled Trial. Eur Spine J. 2020;29(8):1925-1934.
พญ. นาตยา อุดมศักดิ์
Article Author
พญ. นาตยา อุดมศักดิ์
วิสัญญีแพทย์ ด้านระงับปวด
View Profile