“ตอนแรกผมคิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบ เดี๋ยวพักสักหน่อยก็คงหาย”
ผู้ป่วยชายอายุ 33 ปี ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายและยกเวทเป็นประจำ เริ่มมีอาการเจ็บบริเวณหัวไหล่หลังออกกำลังกาย ในช่วงแรกอาการไม่ได้รุนแรงมากนัก เขาคิดว่าน่าจะเป็นเพียงการอักเสบจากการใช้งานหนัก จึงหยุดเล่นเวทและพักการใช้งานอยู่ระยะหนึ่ง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น
เมื่อกลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกว่าแรงของหัวไหล่ไม่เหมือนเดิม น้ำหนักที่เคยยกได้กลับยกไม่ได้เหมือนก่อน บางท่าที่เคยทำได้ง่ายกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เพียงอาการปวด แต่เป็นความกลัวว่าจะไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก
หลังเข้ารับการตรวจ MRI พบว่าเส้นเอ็นหัวไหล่มีการฉีกขาดระดับรุนแรง (High-Grade Rotator Cuff Tear) เหลือเนื้อเอ็นปกติเพียงบางส่วน และมีความเสี่ยงที่จะฉีกขาดเต็มความหนาในอนาคต
เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) ไม่ได้เป็นโรคของผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่สามารถพบได้ตั้งแต่นักกีฬา คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อน
หน้าที่หลักของ Rotator Cuff (กล้ามเนื้อโรเทเตอร์คัฟ)
- ช่วยให้ไหล่เคลื่อนไหวได้หลากหลายทิศทาง
- ช่วยพยุงหัวกระดูกต้นแขนให้อยู่ในเบ้าของไหล่
- ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อไหล่
กล้ามเนื้อ 4 มัดหลัก:
- Supraspinatus (ซูปราสไปนาตัส): เริ่มต้นการกางแขน
- Infraspinatus
- Teres minor
- Subscapularis (ซับสแคปูราริส): ช่วยหมุนแขนเข้าด้านใน
ระดับความรุนแรงของการฉีกขาด:
- NORMAL: เอ็นสมบูรณ์ ไม่มีการฉีกขาด
- SUPRASPINATUS TEAR: การฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อ Supraspinatus
- HIGH GRADE TEAR (>50%): ฉีกขาดมากกว่า 50% ของความหนาเอ็น แต่ยังไม่ขาดทะลุทั้งหมด
- COMPLETE TEAR: ฉีกขาดทะลุเต็มความหนาเอ็น ขาดจากกระดูกโดยสมบูรณ์

Q&A: เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เส้นเอ็นรอบข้อไหล่ หรือ Rotator Cuff เป็นกลุ่มเส้นเอ็นสำคัญที่ช่วยให้เรายกแขน หมุนแขน และรักษาความมั่นคงของข้อไหล่ หากเส้นเอ็นเหล่านี้เกิดการฉีกขาด การใช้งานแขนในชีวิตประจำวันอาจได้รับผลกระทบอย่างมาก
- ในคนอายุน้อย: สาเหตุมักเกิดจากการเล่นกีฬา การยกเวท ว่ายน้ำ เทนนิส แบดมินตัน หรืออุบัติเหตุที่ทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดเฉียบพลัน
- ในวัยกลางคน: มักเป็นผลจากการใช้งานสะสมร่วมกับการเสื่อมของเส้นเอ็นที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
- ในผู้สูงอายุ: เส้นเอ็นอาจบางลงจากความเสื่อมตามอายุ ร่วมกับการเสียดสีจากกระดูกงอกบริเวณใต้กระดูกหัวไหล่ (Bone Spur) จนทำให้เกิดการฉีกขาดได้ แม้ไม่มีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้น
ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการบาดเจ็บสะสมเป็นเวลาหลายปีก่อนที่อาการจะเริ่มชัดเจนจนรบกวนการใช้ชีวิต
Q&A: MRI พบเอ็นขาด ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่?
คำตอบคือ “ไม่จำเป็น”
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยตรวจพบเอ็นฉีกขาดจาก MRI แต่ยังใช้งานแขนได้ดี ไม่มีอาการปวดมาก และยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การทำกายภาพบำบัด การปรับกิจกรรม การใช้ยา หรือการรักษาเฉพาะทางอื่น ๆ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้รักษาภาพ MRI แต่กำลังรักษาผู้ป่วย
ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการอ่อนแรง ใช้งานแขนไม่ได้ตามต้องการ มีรอยฉีกขาดขนาดใหญ่ หรือเป็นเอ็นขาดจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีการใช้งานแขนสูง การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาการทำงานของข้อไหล่ในระยะยาวได้ดีกว่า
Q&A: ผ่าตัดกับไม่ผ่าตัด ต่างกันอย่างไร?
หลายคนเข้าใจว่าการผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง เป้าหมายสำคัญของการผ่าตัดคือการรักษาการทำงานของข้อไหล่ในระยะยาว
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัด: สามารถช่วยลดอาการปวด เพิ่มการเคลื่อนไหว และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในผู้ป่วยหลายราย แต่เส้นเอ็นที่ขาดยังคงขาดอยู่
- การผ่าตัด: มีเป้าหมายในการนำเส้นเอ็นกลับมายึดติดกับกระดูกอีกครั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ข้อไหล่กลับมาทำงานใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีอายุไม่มาก ยังต้องการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือใช้แขนในการทำงานไปอีกหลายสิบปี
ในระยะยาว การรักษาข้อไหล่ธรรมชาติไว้ได้นานที่สุด อาจมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตไม่แพ้การรักษาอาการปวดในปัจจุบัน
Q&A: แล้วจริง ๆ เราซ่อมเอ็นที่ขาดได้อย่างไร?
ปัจจุบัน การรักษาเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดส่วนใหญ่ทำด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscopic Rotator Cuff Repair)
ก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบโดยทีมวิสัญญีแพทย์ และในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีการบล็อกเส้นประสาทรอบหัวไหล่ (Peripheral Nerve Block) ร่วมด้วย เพื่อช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น และสามารถเริ่มกระบวนการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้น
ระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กตรวจภายในข้อไหล่ ประเมินขนาดของรอยฉีกขาด คุณภาพของเส้นเอ็น และสภาพของกระดูกบริเวณที่เอ็นเคยเกาะอยู่ ก่อนนำเส้นเอ็นที่ฉีกขาดกลับมายึดติดกับกระดูกด้วยอุปกรณ์ยึดเอ็นชนิดพิเศษ
สิ่งที่เราเรียนรู้จากการรักษาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10-15 ปีก่อน ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของวงการศัลยกรรมไหล่คือการพัฒนาเทคนิคการเย็บซ่อมเส้นเอ็นให้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จากการเย็บแบบแถวเดียว (Single Row Repair) พัฒนามาเป็นการเย็บแบบสองแถว (Double Row Repair) และต่อมาเป็นเทคนิค Suture Bridge ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างเส้นเอ็นกับกระดูก ทำให้การยึดเกาะแข็งแรงขึ้น และกระจายแรงได้ดีขึ้น
ในห้องผ่าตัด ผลลัพธ์ถือว่าดีขึ้นอย่างชัดเจน ศัลยแพทย์สามารถซ่อมเอ็นได้แน่นขึ้น แข็งแรงขึ้น และมั่นใจต่อการยึดติดของเอ็นมากกว่าสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการติดตามผลผู้ป่วยในระยะยาว กลับพบว่าแม้การผ่าตัดจะผ่านไปด้วยดี แต่เส้นเอ็นไม่ได้หายติดสมบูรณ์ในผู้ป่วยทุกคน
งานวิจัยจำนวนมากรายงานว่าอัตราการฉีกขาดซ้ำ (Retear Rate) ยังคงพบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีรอยฉีกขาดขนาดใหญ่หรือมีคุณภาพของเส้นเอ็นไม่ดี:
- Small-Medium Tear: Retear ประมาณ 10-20%
- Large Tear: Retear ประมาณ 20-40%
- Massive Tear: Retear ประมาณ 30-60% หรือสูงกว่าในบางการศึกษา
นอกจากขนาดของรอยฉีกขาดแล้ว คุณภาพของเส้นเอ็นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ป่วยบางรายมีเส้นเอ็นที่บาง เปราะ หรือเสื่อมจากการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน แม้จะสามารถเย็บเอ็นกลับเข้าที่ได้สำเร็จในห้องผ่าตัด แต่กระบวนการหายของเอ็นหลังผ่าตัดอาจไม่สมบูรณ์เท่าที่ต้องการ ทำให้มีโอกาสเกิดการขาดซ้ำได้มากกว่าปกติ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เราจะเย็บเอ็นให้แน่นขึ้นได้อย่างไร” แต่กลายเป็น “เราจะทำอย่างไรให้เอ็นหายดีและแข็งแรงขึ้นจริง ๆ”
แนวคิดนี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Biological Augmentation หรือการเสริมการหายของเอ็นด้วยวัสดุชีวภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญของวงการศัลยกรรมไหล่ในปัจจุบัน
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้การเย็บแข็งแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเส้นเอ็นได้ดีขึ้น

Q&A: Allograft และ Membrane เข้ามาช่วยอะไร?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการนำวัสดุชีวภาพหลายชนิดเข้ามาช่วยในการรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดซ้ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี:
- รอยฉีกขาดขนาดใหญ่
- รอยฉีกขาดขนาดใหญ่มาก
- เส้นเอ็นที่มีคุณภาพไม่ดี
- เคยผ่าตัดซ่อมเอ็นมาแล้วและกลับมาขาดซ้ำ
วัสดุที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ เนื้อเยื่อผิวหนังจากผู้บริจาคที่ผ่านการเตรียมอย่างปลอดภัย (Dermal Allograft) และแผ่นคอลลาเจนกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Bioinductive Collagen Membrane)
วัสดุเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงสร้างเสริมที่ช่วยสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการหายของเส้นเอ็นมากขึ้น
งานวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มแสดงให้เห็นว่า ในผู้ป่วยที่เหมาะสม การใช้วัสดุชีวภาพร่วมกับการซ่อมเอ็นสามารถเพิ่มอัตราการหายของเส้นเอ็น และลดโอกาสการฉีกขาดซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการซ่อมเอ็นเพียงอย่างเดียว
แนวคิดการรักษาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงความแข็งแรงของการเย็บ ไปสู่การส่งเสริมกระบวนการหายของเส้นเอ็นในระยะยาว
Q&A: แล้วผลลัพธ์ดีขึ้นจริงอย่างไร?
ในมุมของแพทย์ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือความมั่นใจต่อการหายของเส้นเอ็นในผู้ป่วยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ในอดีต ผู้ป่วยที่มีเอ็นฉีกขาดขนาดใหญ่ เส้นเอ็นบาง หรือมีการเสื่อมมาก มักเป็นกลุ่มที่ศัลยแพทย์กังวลเรื่องการขาดซ้ำมากที่สุด แต่ในปัจจุบัน การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดและการเสริมการหายของเอ็นด้วยวัสดุชีวภาพ ทำให้ผลการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนอย่างชัดเจน
งานวิจัยหลายฉบับรายงานว่าการเสริมการซ่อมเอ็นในผู้ป่วยที่เหมาะสมสามารถเพิ่มอัตราการหายของเส้นเอ็น ลดอัตราการขาดซ้ำ และเพิ่มความสมบูรณ์ของเส้นเอ็นที่ตรวจพบจาก MRI ได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยแล้ว ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้วัดจากภาพ MRI เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการได้กลับไปทำกิจกรรมที่ต้องการอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ยกของ ทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้นโดยไม่ถูกจำกัดด้วยอาการปวดหรือความกังวลเรื่องการฉีกขาดซ้ำ
- บางคนกลับไปตีกอล์ฟได้
- บางคนกลับไปว่ายน้ำได้
- บางคนกลับไปเล่นฟิตเนสได้
- บางคนกลับไปยกเวทได้
- และบางคนกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้โดยแทบไม่ต้องนึกถึงอาการปวดไหล่อีกเลย
สำหรับผู้ป่วยแล้ว นี่อาจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้ผลการตรวจทางการแพทย์ใด ๆ
การควบคุมความปวดมีความสำคัญไม่แพ้การผ่าตัด
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่วงการแพทย์เรียนรู้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการผ่าตัดที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
แม้เส้นเอ็นจะถูกซ่อมแซมได้อย่างสมบูรณ์ แต่หากผู้ป่วยมีอาการปวดมากหลังผ่าตัด การฟื้นฟูอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
การกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดถือเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการรักษา หากผู้ป่วยเจ็บมากจนไม่สามารถขยับหัวไหล่ได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อไหล่ติดและส่งผลต่อการฟื้นตัวในระยะยาว
ในทางกลับกัน หากกายภาพเร็วหรือหนักเกินไปในช่วงที่เส้นเอ็นยังไม่หายดี ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ การดูแลหลังผ่าตัดจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ด้านการจัดการความปวด และนักกายภาพบำบัด
ในปัจจุบัน การบล็อกเส้นประสาทรอบหัวไหล่ร่วมกับการใช้ยาระงับปวดอย่างเหมาะสม สามารถช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้ป่วยเจ็บน้อยลง การเริ่มกายภาพบำบัดก็ทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวโดยรวมเป็นไปได้ดีขึ้นตามไปด้วย
ภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยควรรู้
แม้ว่าการผ่าตัดเอ็นหัวไหล่ในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยสูง และผู้ป่วยส่วนใหญ่มีผลการรักษาที่ดี แต่เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้:
- เส้นเอ็นกลับมาฉีกขาดซ้ำ
- ข้อไหล่ติดหรือเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่
- การติดเชื้อ
- เลือดออกหรือบวมหลังผ่าตัด
- การบาดเจ็บต่อเส้นประสาทหรือหลอดเลือด (พบได้น้อยมาก)
อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ไม่บ่อย และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังการรักษา
ในส่วนของวัสดุชีวภาพ เช่น Allograft หรือ Collagen Membrane ปัจจุบันมีการคัดกรองและผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด ทำให้มีความปลอดภัยสูงมาก และภาวะแพ้รุนแรงพบได้น้อยมาก
Q&A: อนาคตของการรักษาเอ็นไหล่กำลังมุ่งไปทางไหน?
แม้ผลการรักษาในปัจจุบันจะดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต แต่วงการศัลยกรรมไหล่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสนใจของนักวิจัยทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนาเทคนิคการเย็บเอ็นเพียงอย่างเดียว ไปสู่การศึกษาว่าจะช่วยให้เส้นเอ็นที่ซ่อมแล้วหายได้ดีขึ้นอย่างไร
นอกจากการใช้วัสดุชีวภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น โครงสร้างชีวภาพสำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (Scaffold) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนนั่งร้านให้เซลล์และเนื้อเยื่อใหม่ค่อย ๆ เจริญเติบโตเข้ามาทดแทนบริเวณที่บาดเจ็บ
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เซลล์ต้นกำเนิด และเทคโนโลยีทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) อย่างต่อเนื่อง
แม้เทคโนโลยีหลายอย่างยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและยังไม่ถือเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน แต่ทิศทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ของวงการแพทย์ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการซ่อมแซมโครงสร้าง แต่พยายามฟื้นฟูคุณภาพของเนื้อเยื่อให้ดีที่สุดในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง (References)
- Dagher D, Shah D, Khan M, et al. Structural Augmentation in Rotator Cuff Repair Decreases the Risk of Retear: A Systematic Review and Meta-analysis. American Journal of Sports Medicine. 2026;54(6). doi:10.1177/03635465251400356.
- Yoon JP, Park SJ, Kim DH, Lee HJ, Kim JY, Chung SW. Recent Updates on Allograft Selection for Reconstruction of Massive Rotator Cuff Tears. Clinical Orthopaedic Surgery. 2026;18(3):381-392. doi:10.4055/cios25159.
- Tagliero AJ, Marigi EM, Hart CM, Weir TB, Ward GH, Camp CL, et al. Rotator Cuff Repair and Biologic Augmentation-What Do We Know? JSES Reviews, Reports, and Techniques. 2026;6(1):100605.
- Yang G, Chen R, Li S, Zhang H, Zhou M, Lu Y. The Greenhouse Technique Provides Lower Retear Rate and Similar Outcomes in Rotator Cuff Repair: A Prospective Randomized Controlled Trial. Journal of Shoulder and Elbow Surgery. 2026;35(2):e293-e302.
- Gaidici A, Galal Y, Vohra A, Lederman ES, Shah A. Dermal Allograft Augmentation for Large and Massive Rotator Cuff Tears and Revisions: A Case Series. Cureus. 2024.
- Eckers F, Imhoff FB, Beitzel K, et al. Current Understanding and New Advances in the Surgical Management of Reparable Rotator Cuff Tears: A Scoping Review. Journal of Clinical Medicine. 2024;13.
- Guadagno K, Grant JA, Cole BJ, Verma NN. Massive Rotator Cuff Tears: Algorithmic Approach to Surgical Treatment. Annals of Joint. 2023;8:32.
- Bedeir YH, Jimenez AE, Grawe BM. Recurrent Tears of the Rotator Cuff: Effect of Repair Technique and Management Options. Orthopedic Reviews. 2018;10(2):7593.
- Barber FA, Burns JP, Deutsch A, Labbé MR, Litchfield RB. A Prospective, Randomized Evaluation of Acellular Human Dermal Matrix Augmentation for Arthroscopic Rotator Cuff Repair. Arthroscopy. 2012;28(1):8-15.
- Thon SG, O’Malley L, O’Brien MJ, Savoie FH III. Evaluation of Healing Rates and Safety With a Bioinductive Collagen Patch for Large and Massive Rotator Cuff Tears. Arthroscopy. 2019;35(8):2265-2274.
- Bokor DJ, Sonnabend D, Deady L, et al. Evidence of Healing of Partial-Thickness Rotator Cuff Tears Following Arthroscopic Augmentation With a Collagen Implant. Muscles, Ligaments and Tendons Journal. 2016;6(1):16-25.
- Snyder SJ, Arnoczky SP, Bond JL, Dopirak RM. Histologic Evaluation of a Biologic Patch Used for Augmentation of Rotator Cuff Repairs. Orthopedics. 2009;32(11).