ศัลยกรรมปรับโครงสร้างหน้าอกชาย (FTM Top Surgery)

أكتوبر 12, 2026
บทความโดย :
SUMITRA CHANPENG, M.D.
ตัดหน้าอก

ศัลยกรรมปรับโครงสร้างหน้าอกชาย (FTM Top Surgery)

เติมเต็มตัวตนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยมาตรฐานการดูแลทางการแพทย์ระดับสากล

การเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิคือเป้าหมายสำคัญของชายข้ามเพศ (Transgender Men) และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (Non-binary) ทุกท่าน การผ่าตัด ปรับโครงสร้างหน้าอกชาย (Gender-Affirming Top Surgery) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ไม่เพียงช่วยปรับสรีระภายนอกให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ภายใน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมบุคลิกภาพได้อย่างยั่งยืน

ที่ โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ (Sapiens Hospital) เราพร้อมให้บริการด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ควบคู่กับนวัตกรรมบริหารจัดการความปวด (Pain Management) และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล AACI

ศาสตร์และหลักการทางการแพทย์ระดับสากล

การผ่าตัดสร้างหน้าอกชายตามหลักสรีรศาสตร์ (Evidence-Based Chest Masculinization)


การผ่าตัดสร้างหน้าอกชายในระดับสากล มุ่งเน้นการวางแผนอย่างแม่นยำใน 3 มิติสำคัญ:

  1. ความแบนราบที่สมส่วนตามสรีระ (Symmetrical Flat Contour): ปรับแต่งเนื้อนมและสรีระหน้าอกให้ได้รูปทรงอกชายอย่างเป็นธรรมชาติ
  2. ตำแหน่งของหัวนมและปานนม (Male Nipple-Areola Complex Positioning): จัดวางตำแหน่งและจัดขนาดปานนมให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับโครงสร้างร่างกายชาย
  3. การวางแนวแผงแผลอย่างประณีต: วางแผนซ่อนรอยแผลเป็นในตำแหน่งที่แนบเนียนเพื่อความสวยงามในระยะยาว
  • แนวทางมาตรฐานสากล WPATH (SOC-8): สมาคมวิชาชีพสากลเพื่อสุขภาพของคนข้ามเพศรับรองว่าการผ่าตัดปรับโครงสร้างหน้าอก เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยลดภาวะความเครียดจากอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Dysphoria) และส่งเสริมสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ
  • ข้อมูลเชิงวิชาการ Plastic and Reconstructive Surgery (PRS): การประเมินปริมาณเนื้อนม ความยืดหยุ่นของผิวหนัง (Skin Elasticity) และขนาดปานนมอย่างละเอียดก่อนผ่าตัดช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดขอบวม (Hematoma) และช่วยให้รอยแผลเป็นเรียบเนียนขึ้น
  • รายงานวิชาการ Annals of Plastic Surgery: การผสานเทคนิคการสกัดกั้นเส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณหน้าอก (PECS Block / Targeted Intercostal Nerve Block) ร่วมกับการใช้อุปกรณ์ห้ามเลือดคลื่นความถี่สูง ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ผู้รับบริการฟื้นตัวได้อย่างราบรื่

เทคนิคการผ่าตัดเฉพาะบุคคล (Tailored Surgical Techniques)


ทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะทำการประเมินสรีระของท่านอย่างละเอียด เพื่อเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุด:

  1. เทคนิคแผลเล็กรอบปานนม (Peri-Areolar / Keyhole Technique)
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีขนาดหน้าอกเล็กถึงปานกลาง (Cup A – B) และมีความยืดหยุ่นของผิวหนังดี
  • จุดเด่น: วางแนวแผลผ่าตัดบริเวณขอบล่างของปานนม (Areola) เพื่อซ่อนรอยแผลเป็น พร้อมอนุรักษ์เส้นประสาทและระบบรับความรู้สึกบริเวณหัวนมไว้ได้เป็นอย่างดี
  • ผลลัพธ์: หน้าอกเรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ ไร้แนวแผลยาวใต้ราวนม
  1. เทคนิคแผลยาวใต้เต้านมร่วมกับการตกแต่งย้ายหัวนม (Double Incision with Free Nipple
    Graft – DI w/ FNG)
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีขนาดหน้าอกปานกลางถึงใหญ่ (Cup C ขึ้นไป) หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย
  • จุดเด่น: ปรับแต่งและนำเนื้อนมพร้อมผิวหนังส่วนเกินออกได้อย่างเหมาะสม ศัลยแพทย์จะ
    ทำการตกแต่งขนาดปานนม (Areola Reduction) และย้ายตำแหน่งหัวนมให้ได้สัดส่วนตาม
    สรีระชายอย่างแม่นย
  • ผลลัพธ์: แผงอกแบนราบ ได้รูปทรงอกชายที่ชัดเจนและสมส่วน
  1. เทคนิคสงวนความรู้สึกบริเวณหัวนม (Inverted-T / Buttonhole / Fishmouth Technique)
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีขนาดหน้าอกปานกลาง และต้องการรักษาการรับความรู้สึกของหัวนม
  • จุดเด่น: คงการเชื่อมต่อของขั้วเส้นประสาทและหลอดเลือดเดิมไว้ใต้ผิวหนัง ช่วยให้มีเลือดมา
    เลี้ยงหัวนมตามธรรมชาติ

นวัตกรรมและวัสดุทางการแพทย์มาตรฐานสูง

รายการอุปกรณ์ / วัสดุ PDFเทคโนโลยี และ คุณสมบัติ
PDF
ประโยชน์ ต่อผู้รับบริการPDF
เครื่องตัดห้ามเลือดคลื่นพลังงานความถี่สูง (Harmonic / Radiofrequency Scalpel)ใช้พลังงานความถี่สูงใน การตัดและห้ามเลือดพร้อม กันโดยไม่สะสมความร้อนเกินจำเป็นช่วยลดการบอบช้ำของ เนื้อเยื่อ ควบคุมการเลือด ออกได้ดี และลดโอกาสเกิดภาวะเลือดขอบวม
ระบบกล้องส่องขยายช่วยผ่าตัด
(Endoscopic Surgery System)
กล้องกำลังขยายสูงสำหรับ เทคนิคแผลเล็กเพิ่มความแม่นยำในการมองเห็นเส้นเลือดและเส้น ประสาท ช่วยลดการบวมช้ำ
วัสดุเย็บแผลละลายความละเอียดสูง &
กาวผนึกแผลทางการแพทย์ (Surgical Skin Glue)
ไหมละลายสังเคราะห์ มาตรฐานนำเข้า พร้อมกาวปิดแผลเกรดการแพทย์ลดการดึงรั้งของแผล ไม่ต้องตัดไหม และช่วยให้ แผลเรียบเนียนขึ้น
เสื้อกระชับอกทางการแพทย์ (Medical-Grade FTM Post-Op Chest Binder)ผ้าแรงกดทับทางการแพทย์
(Gradient Compression)
ช่วยลดการสะสมของน้ำ เหลือง สนับสนุนให้ผิวหนังแนบสนิทกับผนังอกอย่าง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประเมินค่าใช้จ่าย

  1. ความซับซ้อนของโครงสร้างสรีระและเทคนิคผ่าตัด: เคสที่ต้องมีการตกแต่งย้ายตำแหน่งหัวนมหรือมีเนื้อนมปริมาณมาก จะใช้ระยะเวลาและทักษะความชำนาญของศัลยแพทย์ตามควาเหมาะสม
  2. การเลือกใช้นวัตกรรมช่วยผ่าตัด: การใช้อุปกรณ์ Harmonic Scalpel หรือกล้อง Endoscope ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาพักฟื้น
  3. โปรโตคอลการบริหารจัดการความปวดและการดูแลฟื้นฟู: บริการระงับความปวดเฉพาะทาง PECS Block โดยวิสัญญีแพทย์ และการดูแลในห้องพักฟื้นมาตรฐานสากล

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด (Pre-operative Preparation Guidelines)

การเตรียมร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้องก่อนผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและ
ผลลัพธ์ในการรักษา โดยมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้:

1. การประเมินทางสุขภาพจิตและอัตลักษณ์ทางเพศ (Psychological & Gender Assessment):

  • เข้ารับการประเมินและขอใบรับรองจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่าง น้อย 1-2 ท่าน ตามแนวทางมาตรฐานสากล WPATH SOC-8 เพื่อยืนยันความพร้อม ในการเข้ารับการผ่าตัดปรับโครงสร้างร่างกาย

2. การวางแผนเทคฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone Therapy Management):

  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและศัลยแพทย์เกี่ยวกับการใช้ Testosterone โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องหยุดยาฮอร์โมนก่อนผ่าตัด ยกเว้นในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงด้าน การแข็งตัวของเลือดเฉพาะบุคคล

3. การตรวจสุขภาพทางการแพทย์และการตรวจห้องปฏิบัติการ (Pre-Op Medical Clearance):

  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), ตรวจการทำงานของตับและไต (LFT, BUN/ Cr), ตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Studies), ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด, การตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) สำหรับผู้ ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือตามดุลยพินิจของแพทย์

4. การงดยา อาหารเสริม และสารที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด:

  • งดยาในกลุ่มแอสไพริน (Aspirin), ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen) และยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 7–14 วันก่อน ผ่าตัด
  • งดวิตามินและอาหารเสริมทุกชนิด เช่น วิตามินอี (Vitamin E), น้ำมันปลา (Fish Oil),โสม, แปะก๊วย, กระเทียมสกัด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด

5. การงดสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Smoking & Alcohol Cessation):

  • งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด สารนิโคตินทำให้หลอด เลือดหดตัว เสี่ยงต่อภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือด การหลุดลุ่ยของกราฟต์หัวนม (Nipple Graft Loss) และทำให้แผลหายช้า
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด

6. การปฏิบัติตนในวันผ่าตัด

  • งดน้ำและอาหารทุกชนิด (NPO) อย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดเพื่อความ ปลอดภัยในการดมยาสลบ
  • อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของโรงพยาบาล สวม เสื้อผ้าสวมใส่ง่าย กระดุมหน้า ไม่ใส่เครื่องประดับและไม่แต่งหน้าในวันผ่าตัด

การดูแลตนเองหลังผ่าตัดและระยะเวลาการพักฟื้น (Post-operative Care & Recovery Timeline)]

คำแนะนำการดูแลตนเองหลังผ่าตัด (Post-operative Care Instructions)

  • การสวมเสื้อกระชับอกทางการแพทย์ (Chest Binder)
    สวมเสื้อกระชับอกตลอด 24 ชั่วโมงในช่วง 4–6 สัปดาห์แรก (ถอดเฉพาะเวลาอาบน้ำ ตามคำแนะนำของแพทย์) เพื่อลดอาการบวม ป้องกันการสะสมของน้ำเหลือง/เลือดคั่ง และช่วยให้ชั้นผิวหนังแนบสนิทกับผนังอก
  • การดูแลแผลผ่าตัดและกราฟต์หัวนม (Wound & Nipple Graft Care)
    – รักษาบริเวณแผลและวัสดุปิดแผลให้แห้งสะอาด หลีกเลี่ยงการโดนน้ำจนกว่าแพทย์จะ อนุญาต-สำหรับผู้ที่รับการผ่าตัด
    -เทคนิค Double Incision ร่วมกับการย้ายหัวนม (FNG) ห้าม เปิดหรือลอกแผ่นกอซปิดหัวนม (Bolster Dressing) ด้วยตนเอง โดยแพทย์จะเป็นผู้ ตรวจเช็กสภาพหัวนมและทำแผลตามนัด
  • การดูแลสายระบายเลือดและน้ำเหลือง (Surgical Drain Care – กรณีมีสายระบาย)
    เทและบันทึกปริมาณสิ่งระบายเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง รักษาความสะอาดบริเวณรอบ สายระบาย โดยส่วนใหญ่แพทย์จะพิจารณาถอดสายระบายออกเมื่อปริมาณสิ่งระบาย ลดลงต่ำกว่า 30 ml ต่อวัน (โดยทั่วไปประมาณ 3–7 วันหลังผ่าตัด)
  • การจัดท่าทางและการนอนหลับ (Sleeping & Body Posture)
    – นอนหงายหนุนหมอนสูง (Elevated Head 30–45 องศา) ในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
    – งดการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหน้าอย่างน้อย 6 สัปดาห์
  • การจำกัดการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรม (Activity Restrictions)
    – หลีกเลี่ยงการยกแขนสูงเหนือศีรษะเกิน 90 องศา และงดยกของหนักเกิน 3–5 กิโลกรัม ในช่วง 4–6 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันแผลดึงรั้ง ยืดกว้าง หรือเกิดแผลเป็นนูน
    – หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก (High-Impact Cardio, Weightlifting) อย่างน้อย 6–8 สัปดาห์

ลำดับระยะเวลาการฟื้นตัว (Recovery Timeline)

สัปดาห์ที่ 1 (Initial Healing Phase)

  • พักในห้องพัก VIP Suite สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
  • แพทย์ทำการตรวจเช็กแผล ถอดสายระบายเลือด (ถ้ามี) และประเมินการAนตัวของก ราฟต์หัวนม
  • สามารถเดินทำกิจกรรมเบาๆ ในชีวิตประจำวันได้

สัปดาห์ที่ 2–3 (Intermediate Recovery Phase)

  • อาการบวมและรอยเขียวช้ำเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • สามารถกลับไปทำงานเบาๆ หรือทำงานนั่งโต๊ะ (Desk Job) ได้ตามปกติ
  • ยังคงสวมเสื้อกระชับอกอย่างเคร่งครัดและระวังการยกแขนสูง

สัปดาห์ที่ 4–6 (Advanced Recovery Phase)

  • ผิวหนังเริ่มแนบสนิทกับผนังอก แผลผ่าตัดปิดสนิทดี
  • เริ่มลดระยะเวลาการใส่เสื้อกระชับอกตามดุลยพินิจของศัลยแพทย์
  • เริ่มทำกิจกรรมออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน หรือการออกกำลังกายส่วนล่าง

เดือนที่ 3–6 เป็นต้นไป (Final Result Phase)

  • สามารถกลับมาออกกำลังกาย เวทเทรนนิ่ง หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ
  • โครงสร้างหน้าอกเข้ารูปทรงสมบูรณ์  รอยแผลเป็นเริ่มเรียบเนียนนุ่มขึ้นและค่อยๆ  จาง ลงตามลำดับ (กระบวนการจัดตัวของคอลลาเจนใช้เวลาประมาณ 12–18 เดือน)

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและการบริหารจัดการความเสี่ยง (Potential Complications & Risk Management)

การผ่าตัดปรับโครงสร้างหน้าอกเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยศัลยแพทย์ ตกแต่งเฉพาะทางในโรงพยาบาลมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ ทั่วไป อาจมีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งโรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์มีมาตรการ ป้องกันและดูแลอย่างรัดกุม

1. ภาวะเลือดคั่งหรือน้ำเหลืองคั่ง (Hematoma / Seroma)

  • รายละเอียด: การสะสมของเลือดหรือน้ำเหลืองใต้ชั้นผิวหนังหลังการผ่าตัด
  • การป้องกันและแก้ไข: ใช้เครื่องมือ Harmonic Scalpel ห้ามเลือดอย่างแม่นยำ ใส่ สายระบายเลือด (Surgical Drain) และสวมเสื้อกระชับอกมาตรฐานสูง หากเกิดภาวะ ดังกล่าว ศัลยแพทย์สามารถเจาะระบายออกได้อย่างปลอดภัย

2. การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด (Wound Infection)

  • รายละเอียด: อาการบวม แดง ร้อน หรือมีมูกหนองบริเวณแผล
  • การป้องกันและแก้ไข: ผ่าตัดในห้องผ่าตัดความดันบวก (Positive Pressure OR) ปราศจากเชื้อ 99.97% พร้อมการดูแลแผลตามหลักปลอดเชื้อ และให้ยาปฏิชีวนะ ป้องกันอย่างเหมาะสม

3. การหลุดรอดหรือการสูญเสียบางส่วนของกราฟต์หัวนม (Partial or Total Nipple Graft Loss)

  • รายละเอียด: เกิดจากการมีเลือดมาเลี้ยงหัวนมไม่เพียงพอ (พบได้เฉพาะในเทคนิค Double Incision w/ FNG)
  • การป้องกันและแก้ไข:  ประเมินความยืดหยุ่นและการเดินของเลือดอย่างละเอียด  งดการ สูบบุหรี่ล่วงหน้าอย่างเคร่งครัด และการเย็บยึดกราฟต์ด้วยเทคนิคความแม่นยำสูง

4. การเปลี่ยนแปลงการรับความรู้สึกบริเวณหัวนมและผนังอก (Sensory Changes)

  • รายละเอียด: อาการชา หรือการรับความรู้สึกที่ลดลงบริเวณหน้าอกและหัวนม
  • การป้องกันและแก้ไข:  เป็นปฏิกิริยาปกติหลังการตัดเส้นประสาทฝอย  เส้นประสาทจะ ค่อยๆ Aนตัวและสร้างใหม่ตามธรรมชาติในช่วง 6–12 เดือน สำหรับผู้ที่เน้นการรับ ความรู้สึก แพทย์จะแนะนำเทคนิคสงวนขั้วประสาท (Inverted-T / Buttonhole)

5. แผลเป็นนูนหรือแผลเป็นยืดกว้าง (Hypertrophic Scarring / Scar Widening)

  • รายละเอียด: เกิดจากแรงดึงรั้งของผิวหนังหรือปัจจัยทางพันธุกรรม
  • การป้องกันและแก้ไข: ศัลยแพทย์ใช้เทคนิคเย็บแผลหลายชั้นเพื่อลดแรงดึงรั้ง พร้อม แนะนำการใช้แผ่นซิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheet) การนวดแผล และการฉีดยาลด การอักเสบหากจำเป็น

Targeted Pain Management Protocol (PECS Block)

การดูแลโดยทีมวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางที่ใช้นวัตกรรม Ultrasound-Guided PECS Block (Pectoral Nerves Block) ฉีดยาระงับความปวดเข้าสู่เส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณผนังอก ก่อนผ่าตัด ช่วยให้ผู้รับบริการตื่นขึ้นมาด้วยความสบายตัว ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด หายใจ ได้สะดวก และAนตัวได้รวดเร็ว โดยลดการพึ่งพายาแก้ปวดกลุ่มมอร์น

มาตรฐานความปลอดภัย

  • ห้องผ่าตัดความดันบวก (Positive Pressure OR): ติดตั้งระบบกรองอากาศ HEPA Filter  ควบคุมความสะอาดและปราศจากเชื้อ
  • Anesthesiologist 1:1: วิสัญญีแพทย์ดูแลและติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด ตลอดการผ่าตัดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
  • Sterilization Standards: กระบวนการทำความสะอาดและทำให้ปราศจากเชื้อตาม มาตรฐานสากล
  1. Coleman, E., Radix, A. E., Bouman, W. P., et al. (2022). Standards of Care for the
    Health of Transgender and Gender Diverse People, Version 8. International Journal
    of Transgender Health, 23(S1), S1-S259.
  2. Monstrey, S., Selvaggi, G., Ceulemans, P., et al. (2008). Chest wall masculinization:
    a large consecutive series of female-to-male transsexuals. Plastic and
    Reconstructive Surgery, 122(2), 400-409.
  3. Fujiwara, A., Komasawa, N., & Minami, T. (2018). Pectoral nerve block (PECS
    block) for postoperative analgesia in breast and chest wall surgery: A clinical
    evaluation. Annals of Plastic Surgery, 81(4), 450-454.
  4. Agarwal, C. A., Patel, A., & Brody, G. S. (2018). Chest Masculinization Surgery:
    Perioperative Protocol, Surgical Techniques, and Clinical Outcomes. Aesthetic
    Surgery Journal, 38(7), 745–753.
  5. Claes, K. E., D’Arpa, S., & Monstrey, S. J. (2014). Chest wall masculinization in
    female-to-male transgender individuals: Operative techniques and risk mitigation.
    Journal of Sexual Medicine, 11(11), 2825–2834.
  6. Cregten-Escobar, P. R., Bouman, M. B., Buncamper, M. E., & Mullender, M. G.
    (2012). Subcutaneous mastectomy in female-to-male transsexuals: A retrospective
    cohort study of complications and patient satisfaction. Journal of Plastic,
    Reconstructive & Aesthetic Surgery, 65(10), 1314–1320.
SUMITRA CHANPENG, M.D.
Article Author
SUMITRA CHANPENG, M.D.
ศัลยกรรมเสริมความงาม
View Profile