ทำไมคนเราถึงปวด?: เข้าใจกลไกความปวดตั้งแต่เนื้อเยื่อจนถึงสมอง

October 24, 2026
Author :
Dr. Nattaya Udomsakdi
ปวด

ทำไมคนเราถึงปวด?: เข้าใจกลไกความปวดตั้งแต่เนื้อเยื่อจนถึงสมอง

Pain Pathophysiology: From Peripheral Transduction to Central Sensitization

คำถามคลาสสิกในทางคลินิกความปวด เช่น “ทำไมบางคนหมอนรองกระดูกปลิ้นมากแต่ไม่ปวดเลย?” “ทำไมบางคน MRI ปกติแต่ปวดทรมานสาหัส?” หรือ “ทำไมความเครียดและการอดนอนถึงทวีความปวดให้แย่ลง?” คำตอบของปริศนาเหล่านี้ซ่อนอยู่ในวิทยาศาสตร์ลึกซึ้งที่เรียกว่า “พยาธิสรีรวิทยาของความปวด” (Pain Pathophysiology)

ในปัจจุบัน วงการแพทย์ระงับปวดไม่ได้มองความปวดเป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยตรงไปตรงมาจากเนื้อเยื่อที่ชำรุดเท่านั้น แต่จัดให้ความปวดเป็นผลลัพธ์ของระบบเครือข่ายประสาทที่ซับซ้อน (Pain Matrix) ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างเนื้อเยื่อ, เส้นประสาทส่วนปลาย, ไขสันหลัง, สมอง, ระบบภูมิคุ้มกัน, อารมณ์, ความทรงจำ และประสบการณ์ชีวิตของแต่ละบุคคล

นิยามสากลและกลไกสัญญาณปวด 4 ขั้นตอน (The Pain Pathway)

สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดนานาชาติ (IASP) ได้ปรับปรุงนิยามของความปวดไว้ว่า: “ประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ที่เกี่ยวข้องกับหรือคล้ายคลึงกับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจริงหรืออาจเกิดขึ้น” สิ่งนี้ยืนยันว่าความปวดไม่ได้จบลงที่เนื้อเยื่อส่วนปลาย แต่เป็น “ประสบการณ์ประสาท” ที่สมองถูกกระตุ้นให้สร้างและตีความขึ้นมา เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ สัญญาณปวดจะขับเคลื่อนผ่าน 4 กระบวนการหลัก ดังนี้:

1. Transduction (การเปลี่ยนพยาธิสภาพเป็นกระแสไฟฟ้า)

ณ วินาทีที่เนื้อเยื่อบาดเจ็บ (เช่น ข้อเท้าพลิก) เซลล์จะหลั่งสารเคมีสื่ออักเสบและสารกระตุ้นความปวดออกมาเป็นจำนวนมาก เช่น Prostaglandins, Bradykinin, Histamine, Substance P, Cytokines, และ Nerve Growth Factor (NGF) สารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปวิ่งจับกับปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด (Nociceptor) เพื่อแปรสภาพความเสียหายทางกายภาพให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามเส้นประสาท

เหตุผลทางการแพทย์: นี่คือคำตอบว่าทำไมยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs หรือการฉีดสารสเตียรอยด์ลดอักเสบจึงช่วยบรรเทาปวดได้ดี เพราะยากลุ่มนี้เข้าไปบล็อกการสร้างสารเคมีตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการ

2. Transmission (การส่งผ่านกระแสประสาท)

กระแสไฟฟ้าความปวดจะวิ่งเดินทางผ่านเส้นใยประสาทส่วนปลาย 2 ชนิดหลัก มุ่งหน้าเข้าสู่ไขสันหลัง:

  • A-delta Fiber: เส้นประสาทขนาดใหญ่มีปลอกไมอีลิน นำสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว เหนี่ยวนำให้เกิดอาการ ปวดแหลม, ปวดเสียวแปล๊บเฉียบพลัน และระบุตำแหน่งจุดปวดได้อย่างชัดเจน
  • C Fiber: เส้นประสาทขนาดเล็กไม่มีปลอกไมอีลิน นำสัญญาณได้ช้ากว่า ส่งผลให้เกิดอาการ ปวดตื้อ, ปวดแสบร้อนลึก ๆ, ปวดหน่วงรำคาญ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความปวดเรื้อรัง ก่อนกระแสประสาทจะวิ่งเข้าสู่รากไขสันหลัง จะต้องผ่านศูนย์รวมข้อมูลสำคัญที่ชื่อว่า Dorsal Root Ganglion (DRG) ซึ่งในปัจจุบัน DRG ได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักของนวัตกรรมระงับปวดขั้นสูงอย่างเทคโนโลยี DRG Stimulation (DRGS)

3. Ascending Pain Pathway (เส้นทางวิ่งสู่สมองส่วนกลาง)

สัญญาณปวดจะวิ่งไขว้สลับข้างข้ามแนวไขสันหลัง เดินทางขึ้นสู่สมองส่วนบนผ่านทางเดินประสาทหลักที่ชื่อ Spinothalamic Tract มุ่งหน้าเข้าสู่สถานีกระจายข้อมูลส่วนกลางที่ชื่อ Thalamus (สมองส่วนทาลามัส) ทาลามัสจะทำหน้าที่แยกแยะและยิงกระจายกระแสประสาทปวดส่งต่อไปยังเปลือกสมองหลายส่วนพร้อม ๆ กันทันที ซึ่งทำให้ความปวดผูกโยงเข้ากับระบบอารมณ์ ความจำ และความกลัวโดยอัตโนมัติ

4. Integration & Interpretation (การตีความสร้างประสบการณ์ปวดใน Pain Matrix)

เมื่อสัญญาณกระจายเข้าสู่สมอง เครือข่ายสมองหลายส่วนจะร่วมกันถอดรหัสออกมาเป็นความรู้สึก:

  • Somatosensory Cortex: ถอดรหัสเพื่อระบุ ตำแหน่งและขอบเขต ของความปวดบนร่างกาย
  • Insular Cortex: ถอดรหัสเพื่อประเมิน ระดับความรุนแรง ของรอยโรค
  • Anterior Cingulate Cortex (ACC): ประมวลผลสร้างความรู้สึก ความทุกข์ทรมาน ทนไม่ได้ ต่อความปวด
  • Amygdala (สมองส่วนอมิกดาลา): จุดชนวนสร้าง ความกลัว ความเครียด ความวิตกกังวล ต่อภัยอันตราย
  • Prefrontal Cortex: ประมวลผลเชิงคิดวิเคราะห์และตีความหมาย/ความเชื่อมโยงของความปวด

ระบบเบรกความปวดธรรมชาติ และกลไกของยากลุ่มต้านเศร้า

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีเพียงช่องทางรับสัญญาณปวดเท่านั้น แต่สมองยังมีระบบควบคุมและยับยั้งความปวดจากส่วนบนลงล่าง เรียกว่า Descending Pain Modulation System หรือเปรียบเสมือน “ระบบเบรกความปวดตามธรรมชาติ” ระบบนี้จะหลั่งสารสื่อประสาทกลุ่ม Serotonin และ Norepinephrine ลงมาที่ไขสันหลังเพื่อคอยกดและบล็อกสัญญาณปวดไม่ให้วิ่งขึ้นไปรบกวนสมองมากเกินไป

ในคนไข้ปวดเรื้อรังบางราย ระบบเบรกธรรมชาตินี้เกิดภาวะบกพร่องหรือชำรุด ทำให้สมองขาดตัวยับยั้ง สัญญาณปวดจึงวิ่งทะลักขึ้นสู่สมองได้อย่างเสรี ส่งผลให้คนไข้ปวดรุนแรงผิดปกติแม้รอยโรคภายนอกจะดูเล็กน้อยก็ตาม
เหตุผลทางการแพทย์ของการใช้ยาต้านเศร้า: ยากลุ่มต้านเศร้าที่นำมาใช้ในคลินิกความปวด (เช่น Duloxetine, Amitriptyline, Nortriptyline) ออกฤทธิ์เข้าไปช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาท Serotonin และ Norepinephrine ในระบบประสาทส่วนกลาง[cite: 5, 26] ผลลัพธ์คือยาเข้าไป “ซ่อมแซมและเสริมพลังระบบเบรกความปวดธรรมชาติของสมอง” ให้กลับมาล็อกสัญญาณปวดได้ดีขึ้น ยาเหล่านี้จึงมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคปวดเรื้อรัง แม้ผู้ป่วยรายนั้นจะไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าก็ตาม

การแบ่งประเภทความปวด 3 กลุ่มหลักตามกลไกโรค (Pain Mechanism)

1. Nociceptive Pain (ความปวดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ)

เกิดจากการอักเสบหรือบาดเจ็บทางกายภาพของเนื้อเยื่อ โดยที่โครงระบบประสาทส่วนปลายยังทำงานปรกติ แบ่งย่อยเป็น:

  • Somatic Pain: เกิดจากรอยโรคที่ผิวหนัง, กล้ามเนื้อ, ข้อต่อ หรือกระดูก คนไข้จะบอกตำแหน่งปวดได้ชัดเจน แหลมคม คล้ายแผลผ่าตัด, ข้อเข่าเสื่อม หรือปวดข้อต่อ Facet Joint
  • Visceral Pain: เกิดจากโรคของอวัยวะภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน เช่น ลำไส้, มดลูก, ไต, กระเพาะอาหาร อาการมีลักษณะปวดบิดแน่น ปวดมวนลึก ๆ บอกตำแหน่งพิกัดได้ยาก มักเกิดภาวะปวดร้าวคาบเกี่ยวไปยังผิวหนังภายนอกที่อยู่ห่างไกลออกไป เรียกว่า Referred Pain (เช่น นิ่วในไตปวดร้าวลงขาขาหนีบ, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดปวดร้าวไปแขนซ้ายหรือกราม, นิ่วในถุงน้ำดีปวดร้าวไปสะบัก/ไหล่ขวา)

2. Neuropathic Pain (ความปวดจากรอยโรคเส้นประสาท)

เกิดจากความเสียหาย, ชำรุด หรือโรคของโครงสร้างระบบประสาทรับความรู้สึกเองโดยตรง[cite: 17, 26] เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, ปลายประสาทเสื่อมเบาหวาน, ปวดหลังงูสวัด[cite: 17, 26] อาการมีลักษณะจำเพาะสูง: ปวดแสบร้อนลึก, ปวดแปล๊บเสียวจี๊ดคล้ายไฟฟ้าช็อตแรงสูง, มีอาการชาหนา หรือรู้สึกคล้ายเข็มทิ่มแทงตลอดเวลา[cite: 17, 25, 26] ยาแก้ปวดปรกติ (NSAIDs/Paracetamol) มักจะไม่ได้ผล ต้องใช้กลุ่มยาปรับกระแสประสาทจำเพาะ (Mirogabalin, Pregabalin, Gabapentin) เท่านั้น

3. Nociplastic Pain (ความปวดจากระบบประมวลผลส่วนกลางไวเกิน)

เป็นแนวคิดทางการแพทย์ยุคใหม่ที่สำคัญที่สุด เกิดในกลุ่มผู้ป่วยที่เนื้อเยื่อภายนอกไม่มีการอักเสบชัดเจน และโครงสร้างเส้นประสาทเส้นใหญ่ไม่ได้ฉีกขาดชำรุด แต่ระบบประมวลผลสัญญาณประสาทส่วนกลางเกิดการแปรสภาพจนไวเกินต่อความปวดรุนแรง[cite: 12, 26] ตัวอย่างโรคหลัก ได้แก่ Fibromyalgia (โรคปวดทั่วตัว), โรคลำไส้แปรปรวน (IBS), และกลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain) คนไข้จะปวดหลายตำแหน่งทั่วร่างร่วมกับภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนหลับไม่สนิท และเกิดภาวะ Brain Fog สมองตื้อ

วงจรวิกฤต: Central Sensitization, Pain Memory และภาวะจิตสังคม

ภาวะระบบประสาทส่วนกลางไวเกิน (Central Sensitization)

เมื่อไขสันหลังและสมองได้รับกระแสไฟฟ้าความปวดวิ่งเข้ามากระแทกซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ประสาทส่วนกลางจะเกิดการปรับสภาพแปรเปลี่ยนโครงสร้าง เปรียบเสมือน “เครื่องขยายเสียงความปวดที่ถูกเปิดวอลุ่มจนดังเกินจริงค้างไว้ตลอดเวลา”

ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ Hyperalgesia (ปวดรุนแรงเกินจริงต่อรอยโรคเล็กน้อย), Allodynia (สิ่งกระตุ้นปรกติที่ไม่เจ็บ เช่น ลมพัด ผ้าโดน หรือสัมผัสแผ่วเบา กลับเหนี่ยวนำให้เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส) และอาการปวดจะแผ่ขยายวงกว้างออกไปนอกพิกัดรอยโรคเดิม แม้ต้นตอแผลภายนอกจะรักษาหายสนิทแล้วก็ตาม

ความทรงจำความปวด (Pain Memory) และ Neuroinflammation

ระบบประสาทส่วนกลางสามารถเกิดการเรียนรู้และบันทึกความจำความปวดเอาไว้หนาแน่น (Pain Memory) ทำให้สมองสามารถหลั่งสัญญาณปวดออกมาได้เองแม้ไม่มีสิ่งเร้า ร่วมกับการตรวจพบกระบวนการอักเสบระดับต่ำต่อเนื่องภายในระบบประสาท (Neuroinflammation) จากการตื่นตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันระบบประสาท (Microglia) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ภาวะ Central Sensitization คงอยู่ถาวร รักษายากขึ้น

ความเชื่อมโยงกับความเครียดและวงจรการนอนหลับ

สมองส่วนประมวลผลความปวดผูกติดอยู่กับสมองส่วนควบคุมอารมณ์ (Amygdala/ACC) อย่างเข้มงวด เมื่อผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะความเครียดเรื้อรัง, วิตกกังวล, โรคซึมเศร้า หรือ PTSD ระบบประสาทจะถูกสั่งการให้ตื่นตัววิกฤต ส่งผลให้ปวดง่ายขึ้นและฟื้นตัวช้าลง ประกอบกับวงจรผลกระทบย้อนกลับคู่วิถีกับการนอนหลับ: “ยิ่งปวดรุนแรง ยิ่งส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท และยิ่งคุณภาพการนอนหลับแย่ลง สมองจะยิ่งทวีความไวต่อความปวดให้รุนแรงขึ้นในวันถัดไป” กลายเป็นวงจรอุบาทว์ฝังลึก ยอดหลักการแพทย์ระงับปวดจึงเน้นย้ำว่า “ห้ามปล่อยให้อาการปวดเฉียบพลันลากยาวเนิ่นนานเด็ดขาด” เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน สมองจะยิ่งบันทึก Pain Memory และเปลี่ยนสภาพรักษายากขึ้นเป็นทวีคูณ

วิวัฒนาการระงับปวด: Mechanism-Based Treatment

Pain Medicine ยุคใหม่เปลี่ยนผ่านจากการรักษาตามอาการชั่วคราว (Symptom-Based) ไปสู่แนวคิด Mechanism-Based Treatment (การรักษาคัดเลือกตามกลไกพยาธิสรีรวิทยาที่แท้จริง) โดยมองลึกไปที่ตำแหน่งความผิดปกติของวงจรประสาท

  • ยาจำเพาะคู่วิถีสัญญาณประสาท: เลือกใช้ยา NSAIDs บล็อกสารเคมีที่เนื้อเยื่อส่วนปลาย, เลือกใช้ยาแก้ปวดเส้นประสาท (Mirogabalin, Pregabalin) บล็อกกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่รากประสาท และเลือกใช้ยาต้านเศร้าปรับสารสื่อประสาทเพื่อเสริมพลังเบรกธรรมชาติของสมองส่วนบน
  • Interventional Pain Management (หัตถการแผลเล็กระงับปวด):
    • Diagnostic Block: การใช้ยาชาปริมาณเล็กน้อยฉีดล็อกเป้าหมายจำเพาะจุด เพื่อทำหน้าที่ “ปิดสวิตช์ชั่วคราว” ช่วยสืบค้นระบุพิกัด Pain Generator ที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำเหนือกว่าการอ่านเพียงฟิล์มรังสีวิทยา (เนื่องจาก MRI แสดงได้เพียงโครงสร้างกายวิภาค แต่ไม่สามารถวัดระดับ Central Sensitization หรือ Pain Memory ได้)
    • Radiofrequency Ablation (RFA): การใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ความร้อนทำลายเส้นประสาทนำความรู้สึกจำเพาะ เพื่อตัดขาดสัญญาณปวดจากข้อต่อเสื่อม (Facet joint / Sacroiliac joint) หรือข้อเข่าเสื่อม ไม่ให้วิ่งสู่สมอง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ยาวนาน
  • Advanced Neuromodulation (นวัตกรรมปรับสัญญาณประสาทขั้นสูง): การใช้เทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสต่ำหรือคลื่นแม่เหล็กเข้าไปปรับฟังก์ชันระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลายให้กลับคืนสู่สมดุล โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ เช่น Spinal Cord Stimulation (SCS) ฝังเครื่องกระตุ้นไขสันหลัง หรือเทคโนโลยีฝังกระตุ้นรากประสาท DRG Stimulation (DRGS) ซึ่งมีบทบาทสูงสุดในการรักษาโรคปวดประสาทซับซ้อนดื้อยา เช่น กลุ่มอาการปวดหลังผ่าหลังแล้วไม่หาย (PSPS Type 2 / FBSS) และโรคปวดซับซ้อนเฉพาะที่ (CRPS) คืนศักยภาพสูงสุดให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติ

    เอกสารอ้างอิง (References)
  • Raja SN, Carr DB, Cohen M, Finnerup NB, Flor H, Gibson S, Keefe FJ, Mogil JS, Ringkamp M, Sluka KA, Song XJ, Stevens B, Sullivan MD, Tutelman PR, Ushida T, Vader K. The Revised International Association for the Study of Pain Definition of Pain: Concepts, Challenges, and Compromises. Pain. 2020;161(9):1976-1982. doi:10.1097/j.pain.0000000000001939.
  • Liu S, Kelliher L. Physiology of Pain-A Narrative Review on the Pain Pathway and Its Application in Pain Management. Digestive Medicine Research. 2022;5:60. doi:10.21037/dmr-21-80.
  • Di Maio G, Villano I, Ilardi CR, Messina A, Monda V, Iodice AC, Porro C, Panaro MA, Chieffi S, Messina G, Monda M, La Marra M. Mechanisms of Transmission and Processing of Pain: A Narrative Review. International Journal of Environmental Research and Public Health. 2023;20(4):3064. doi:10.3390/ijerph20043064.
  • Gonzalez-Hermosillo DC, Gonzalez-Hermosillo LM, Villaseñor-Almaraz M, Ballesteros-Herrera D, Moreno-Jimenez S, Corona-Cedillo R, Velasco-Campos F, Carrillo-Ruiz JD, Roldan-Valadez E. Current Concepts of Pain Pathways: A Brief Review of Anatomy, Physiology, and Medical Imaging. Current Medical Imaging. 2024;20(11):1360-1370. doi:10.2174/0115734056266157240110112.
  • Aman MM, Strand N, Malinowski MN, Latif U, Dickerson D, Suvar T, Lubenow T, et al. Pathophysiology of Pain and Mechanisms of Neuromodulation: A Narrative Review (A Neuron Project). Journal of Pain Research. 2024;17:3757-3790. doi:10.2147/JPR.S475351.
  • Cao B, Xu Q, Shi Y, Zhao R, Li H, Zheng J, Liu F, Wan Y, Wei B. Pathology of Pain and Its Implications for Therapeutic Interventions. Signal Transduction and Targeted Therapy. 2024;9(1):155. doi:10.1038/s41392-024-01845-w.
  • Kaplan CM, Schrepf A, Clauw DJ. Deciphering Nociplastic Pain: Clinical Features, Risk Factors, and Potential Mechanisms. Nature Reviews Neurology. 2024;20(10):585-602. doi:10.1038/s41582-024-00989-z.
  • Mueller BR, Clauw DJ, De Lott LB. Advances in Our Understanding and Treatment of Nociplastic Pain. Neurologic Clinics. 2025;43(3):541-556. doi:10.1016/j.ncl.2025.04.005.
  • Poisbeau P, Salvat E. Neurophysiology of Acute and Chronic Pain: From Genes to Pain Symptoms. BJA Education. 2025;25(9):357-366. doi:10.1016/j.bjae.2025.04.008.

Dr. Nattaya Udomsakdi
Article Author
Dr. Nattaya Udomsakdi
วิสัญญีแพทย์-ด้านระงับปวด
View Profile