โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal Neuralgia)

October 24, 2026
Author :
Dr. Nattaya Udomsakdi
ปวดใบหน้า

โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal Neuralgia)

Trigeminal Neuralgia: Pathophysiology, Diagnostics, and Multimodal Management

“หมอครับ ผมถอนฟันไปหลายซี่แล้ว แต่ยังปวดอยู่เลย” เป็นประโยคยอดฮิตที่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคปวดใบหน้ามักได้ยินอยู่เป็นประจำ เนื่องจากรอยโรคระเบิดความปวดมักเกิดขึ้นบริเวณเหงือก กราม หรือแก้ม ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเข้าใจผิดว่าเป็นโรคฟัน และเข้ารับการทำหัตถการทันตกรรม ทั้งการอุดฟัน รักษารากฟัน หรือดื้อดึงถอนฟันไปหลายซี่ โดยที่ความปวดไม่จางหายไปเนื่องจากต้นตอที่แท้จริงอยู่ที่ระบบประสาท

Trigeminal Neuralgia (โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า) จัดเป็นหนึ่งในอาการปวดที่รุนแรงวิกฤตที่สุดในทางการแพทย์ ในอดีตเคยถูกเรียกว่า Tic Douloureux และได้รับฉายานามว่า “Suicide Disease” (โรคอยากฆ่าตัวตาย) เนื่องจากความรุนแรงของโรคสามารถพังทลายคุณภาพชีวิต การนอนหลับ และสุขภาพจิตของผู้ป่วยได้อย่างร้ายแรง พบสถิติการเกิดได้ประมาณ 4–29 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย และเริ่มแสดงอาการบ่อยในช่วงอายุ 50–70 ปี

Q&A: กายวิภาคศาสตร์และลักษณะอาการแสดงเฉพาะโรค

เส้นประสาทไตรเจมินัลทำหน้าที่อะไร และแบ่งออกเป็นอย่างไร?

Trigeminal Nerve คือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำหน้าที่หลักในการรับความรู้สึกจากบริเวณใบหน้าทั้งหมด โดยแตกแขนงออกเป็น 3 เส้นหลัก ได้แก่:

  • V1 (Ophthalmic branch): รับความรู้สึกบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา
  • V2 (Maxillary branch): รับความรู้สึกบริเวณแก้ม, เนื้อเหงือกบน, ฟันบน และริมฝีปากบน
  • V3 (Mandibular branch): รับความรู้สึกบริเวณขากรรไกรล่าง, เนื้อเหงือกล่าง, ฟันล่าง, คาง และควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร

จุดชนวนความเข้าใจผิด: แขนงเส้นประสาทตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ V2 และ V3 จึงเป็นคำตอบว่าทำไมผู้ป่วยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จึงสับสนและดิ่งไปพบทันตแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก

ลักษณะอาการปวดแบบใดที่ชี้ชัดว่าเป็นโรคนี้?

อาการปวดมีลักษณะจำเพาะสูงมาก คือ ปวดรุนแรงเฉียบพลันเหมือนไฟฟ้าช็อตแรงสูง หรือปวดแปล๊บคล้ายถูกมีดแทง มักเกิดความปวดเพียงข้างใดข้างหนึ่งของใบหน้าเป็นหลัก โดยจะปวดเป็นพัก ๆ ขนาดย่อมช็อตสั้นนานตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึง 2 นาทีแล้วปวดหายไป

ผู้ป่วยมักมี Trigger Zone (จุดชนวนระเบิดความปวด) บนใบหน้า ซึ่งเพียงแค่มีสิ่งเร้าหรือสัมผัสเบา ๆ ก็สามารถจุดชนวนกระตุ้นกระแสไฟฟ้ารั่วให้ปวดทรมานสาหัสขึ้นมาทันที ตัวอย่างสิ่งกระตุ้นในชีวิตประจำวัน เช่น การแปรงฟัน, เคี้ยวอาหาร, พูดคุย, ยิ้ม, ล้างหน้า, ดื่มน้ำเย็น หรือแม้กระทั่งมีสายลมพัดมาโดนใบหน้าเบา ๆ ในรายที่อาการรุนแรงจะเกิดภาวะกลัวการขยับจนไม่กล้าพูด ไม่กล้าทานอาหาร และปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรม

ความรู้ใหม่: Trigeminal Neuralgia with Continuous Pain

ในอดีตเชื่อว่าโรคนี้ต้องปวดแวบหายแบบไฟฟ้าช็อตอย่างเดียว แต่ปัจจุบัน headache medicine ยุคใหม่ตรวจพบว่า ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดพื้นฐานลักษณะ ปวดตื้อ ๆ ปวดหน่วง หรือปวดแสบร้อนลึก ๆ แช่ค้างไว้ตลอดทั้งวัน ควบคู่ไปกับอาการปวดแปล๊บแบบไฟฟ้าช็อต ภาวะนี้เรียกว่า Trigeminal Neuralgia with Continuous Pain ซึ่งในทางคลินิกพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยกว่า และมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงกว่ากลุ่มที่ปวดแวบหายปรกติ

สมุฏฐานและการวินิจฉัยแยกแยะโรค

สาเหตุหลักของการเกิดโรค (Etiology)

  • Neurovascular Compression (สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด): เกิดจากหลอดเลือดบริเวณฐานสมองพาดเบียดกดทับรากเส้นประสาทไตรเจมินัล ส่งผลให้ปลอกหุ้มประสาทชำรุดเสียหาย สัญญาณประสาทจึงลัดวงจร เปลี่ยนแรงสัมผัสเพียงแผ่วเบาให้กลายเป็นความเจ็บปวดรุนแรงขั้นวิกฤต
  • Multiple Sclerosis (โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง): เป็นสาเหตุที่ต้องพึงระวัง โดยเฉพาะหากตรวจพบโรคนี้ในผู้ป่วยที่อายุน้อย
  • Brain Tumors: เนื้องอกหรือก้อนเนื้อบริเวณฐานสมองกดเบียดเส้นประสาท เช่น Meningioma (เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง) หรือ Vestibular Schwannoma (เนื้องอกเส้นประสาททรงตัว)
  • Idiopathic: กลุ่มปวดใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แม้ภาพ MRI จะปรกติแต่รอยโรคตรงตามเกณฑ์วินิจฉัย

กลุ่มโรคที่ต้องวินิจฉัยแยกแยะ: แพทย์ระงับปวดต้องแยกโรคนี้ออกจากภาวะปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด (PHN), ภาวะปวดใบหน้าจากการบาดเจ็บหลังทำทันตกรรม (Painful Trigeminal Neuropathy), ภาวะปวดใบหน้าเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ (PIFP / Atypical Facial Pain) และโรคข้อต่อขากรรไกรอักเสบ (TMD)

ข้อแนะนำขั้นสูงเกี่ยวกับการแปลผลภาพ MRI

ปัจจุบันแนวทางสากลแนะนำให้ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI สมอง) ในผู้ป่วยทุกรายเพื่อสืบค้นหาเส้นเลือดกดทับหรือก้อนเนื้องอก ทว่ายอดหลักการแพทย์ระงับประมวลผลระบุชัดเจนว่า การพบเส้นเลือดแตะสัมผัสเส้นประสาทจากภาพ MRI ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นโรคนี้เสมอไป

ในทางคลินิก ตรวจพบประชากรทั่วไปจำนวนมากที่มีภาพฟิล์มเส้นเลือดพาดโดนเส้นประสาทแต่ไม่เคยปวดใบหน้าเลยตลอดชีวิต ขณะที่คนไข้บางรายปวดรุนแรงชัดเจนแต่ฟิล์ม MRI กลับดูปรกติ การวินิจฉัยโรคจึงต้องยึดหลักอาการทางคลินิก, การตรวจร่างกาย และการตอบสนองต่อยาประกอบร่วมกันเป็นสำคัญ คล้ายหลักการ “เรารักษาคนไข้ ไม่ได้รักษาภาพ MRI”

องค์รวมการรักษาตามลำดับขั้นทางคลินิก (Multimodal Care)

1. การรักษาควบคุมอาการด้วยยา (Pharmacotherapy)

  • ยา มาตรฐานทองคำ (Gold Standard): ยาหลักที่ใช้ระงับโรคนี้คือยากลุ่มต้านการชัก (Carbamazepine หรือ Oxcarbazepine) ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ดีที่สุด ก่อนเริ่มยากลุ่มนี้ แพทย์จะทำการตรวจเช็กความสมบูรณ์เม็ดเลือด (CBC), การทำงานของตับ (LFT), ระดับเกลือแร่ (Electrolytes) และต้องส่งตรวจรหัสพันธุกรรมยีน HLA-B*1502 ในผู้ป่วยชาวเอเชียทุกราย เพื่อป้องกันภาวะแพ้ยารุนแรงผิวหนังลอกล่อนถึงแก่ชีวิต (Stevens-Johnson syndrome)
  • ข้อจำกัดในผู้สูงอายุ: ยา Carbamazepine มักก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกลือแร่โซเดียมในเลือดต่ำต่ำกว่าเกณฑ์ (Hyponatremia) หรือพิษต่อตับ ทำให้ใช้ระยะยาวไม่ได้ ปัจจุบันแพทย์จึงนิยมพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่มลดปวดเส้นประสาทอย่าง Mirogabalin, Gabapentin, หรือ Pregabalin มากขึ้น[cite: 17, 25] โดยเฉพาะ Mirogabalin ที่ได้รับความนิยมสูงในไทยเนื่องจากผู้ป่วยทนต่อยาได้ดีและเกิดผลข้างเคียงต่ำกว่ายาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน[cite: 12, 25] นอกจากนี้อาจผสมผสานใช้ยาร่วม เช่น Baclofen หรือ Lamotrigine แบบ Multimodal Analgesia เพื่อเสริมฤทธิ์ลดปวดและหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดยาเดี่ยวจนเกิดผลข้างเคียงง่วงซึม

2. นวัตกรรมการฉีด Botulinum Toxin Type A (โบท็อกซ์)

มีหลักฐานทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า การฉีดโบท็อกซ์ (Botox Injection) บริเวณใบหน้าตามแนวเส้นประสาทที่ปวด สามารถช่วยระงับและลดความรุนแรงของกระแสไฟฟ้าช็อตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้ง่ายแบบผู้ป่วยนอก มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะสำหรับรายที่ทานยาแล้วไม่ได้ผลหรือทนผลข้างเคียงยาคลายชักไม่ไหว

3. หัตถการระงับปวดเฉพาะจุด (Pain Interventions)

  • Conventional Radiofrequency (RFA จี้ความร้อน): เป็นหัตถการแผลเล็กมาตรฐานทั่วโลก โดยการแทงเข็มเฉพาะทางผ่านเอกซเรย์นำทางเข้าสู่รูฐานสมองเพื่อใช้ความร้อนจี้ลดการทำงานของปมประสาทไตรเจมินัล (Gasserian Ganglion) ปัจจุบันบางศูนย์จะทำร่วมกับระบบคลื่นวิทยุความเข้มสูง (High-Voltage Pulsed Radiofrequency) เพื่อทวีประสิทธิภาพ[cite: 14, 25] ให้ผลอัตราความสำเร็จสูงถึง 85–98% ในระยะแรก ระงับปวดได้นาน 1–2 ปี และอาจมีอาการชาใบหน้า/แก้มก้นหลงเหลือบ้างซึ่งคนไข้สามารถปรับตัวได้ดี

    ข้อควรระวังขั้นสูง: หัตถการ RFA จี้ความร้อนนี้ มักหลีกเลี่ยงไม่ทำในแขนง V1 (รอบดวงตา) เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทำให้กระจกตาชาจนเกิดแผลและตาบอดได้
  • Balloon Compression (การรักษารูปแบบใช้บอลลูน): เป็นการใช้สายสวนปลายบอลลูนขนาดเล็กสอดเข้าไปกดทับปมประสาทชั่วคราวเพื่อลดการส่งสัญญาณปวด นิยมนำมาใช้เป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดในแขนง V1 รอบดวงตา หรือผู้ที่ไม่เหมาะกับการจี้ความร้อน อัตราลดปวดสำเร็จอยู่ที่ 80–90%

4. การผ่าตัดแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท (Microvascular Decompression: MVD)

ในผู้ป่วยที่ภาพ MRI ยืนยันรอยโรคเส้นเลือดกดทับรากประสาทชัดเจนและร่างกายแข็งแรงพร้อมผ่าตัดใหญ่ การผ่าตัด MVD ถือเป็นการรักษาที่มุ่งเป้าแก้ที่สาเหตุของโรคโดยตรงและไม่ทำลายเส้นประสาท

  • เทคนิคหัตถการ: ศัลยแพทย์ระบบประสาทจะทำการเปิดกะโหลกศีรษะขนาดเล็กบริเวณหลังใบหู ส่องกล้องกำลังขยายสูงเพื่อเข้าไปแยกเส้นเลือดออกจากรากประสาทคู่ที่ 5 แล้วนำวัสดุแผ่นใยพิเศษสังเคราะห์มาวางคั่นกลางไว้ถาวรเพื่อป้องกันการกลับมากดทับซ้ำ
  • อัตราความสำเร็จฟื้นตัว: ผู้ป่วยจะหายปวดทันทีหลังตื่นฟื้นจากการผ่าตัดสูงถึง 80–90% และคงประสิทธิภาพควบคุมโรคระยะยาวได้ดีเยี่ยม (ที่สถิติ 5 ปีคุมได้ 70–80%, ที่สถิติ 10 ปีคุมได้ 60–70%) ถือเป็นวิถีรักษาที่ให้ผลระยะยาวดีที่สุดในกลุ่ม Classical Trigeminal Neuralgia โดยคนไข้ที่ปวดช็อตแวบหายอย่างเดียวจะตอบสนองดีกว่ากลุ่มที่มีอาการปวดตื้อแช่ค้างร่วมด้วย

5. การฉายรังสีความแม่นยำสูง (Gamma Knife Radiosurgery)

เป็นนวัตกรรมการใช้รังสีพลังงานสูงพุ่งเป้าล็อกตำแหน่งทำลายรากเส้นประสาทใบหน้าจากภายนอก ข้อดีคือไม่มีแผลผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัวแทงเข็ม และไม่ต้องดมยาสลบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวร้ายแรงหลายระบบที่ไม่สามารถทนต่อการผ่าตัด MVD ได้ ทว่าข้อจำกัดคือ ผลการระงับปวดจะไม่เกิดขึ้นทันที (ต้องใช้เวลาฉายรังสีสะสมนานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนจึงจะเริ่มเห็นผลปวดลดลง) และมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำสูงกว่าการผ่าตัดเปิดกะโหลก MVD

เอกสารอ้างอิง (References)

  • Lambru G, Zakrzewska JM, Matharu MS. Trigeminal neuralgia: a practical guide. Pract Neurol. 2021.
  • Trigeminal Neuralgia. Nature Reviews Disease Primers. 2024.
  • Lee JY, et al. Non-Surgical Treatments of Trigeminal Neuralgia from the Perspective of a Pain Physician. Biomedicines. 2023.
  • Rana MH, et al. Therapeutic Approach for Trigeminal Neuralgia: A Systematic Review. Biomedicines. 2023.
  • StatPearls Publishing. Trigeminal Neuralgia. Updated 2025.
  • Bendtsen L, et al. European Academy of Neurology guideline on trigeminal neuralgia. Eur J Neurol. 2019.
  • Headache Classification Committee of the International Headache Society. ICHD-3. Cephalalgia. 2018.
  • Teshima THN, et al. Systematic review of diagnostic tools for trigeminal neuralgia. Cephalalgia Reports. 2023.

Dr. Nattaya Udomsakdi
Article Author
Dr. Nattaya Udomsakdi
วิสัญญีแพทย์-ด้านระงับปวด
View Profile