อาการปวดจากเส้นประสาท Neuropathic Pain

အောက်တိုဘာ 24, 2026
စာရေးသူ :
Dr. Nattaya Udomsakdi

อาการปวดจากเส้นประสาท Neuropathic Pain


Neuropathic Pain: From Mechanisms to Mechanism-Based Treatment
“เมื่อความปวดไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บอีกต่อไป” คนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับอาการปวดเตือนภัยตามธรรมชาติเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย เช่น แผลถลอก กล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหัก ซึ่งอาการจะทุเลาลงเมื่อแผลหาย ทว่า Neuropathic Pain (อาการปวดจากเส้นประสาท) กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังคงมีอาการปวดแสบ ปวดร้อน ปวดจี๊ด หรือปวดเหมือนไฟช็อต แม้ว่าแผลภายนอกจะหายสนิทแล้ว หรือบางครั้งผลตรวจทางรังสีวิทยาอย่าง MRI ตลอดจนการตรวจกระแสไฟฟ้าเส้นประสาทจะไม่พบความผิดปกติที่แจ่มชัด ภาวะนี้เกิดจากรอยโรคและความผิดปกติของระบบประสาทเอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทส่วนปลาย ไขสันหลัง หรือสมอง

Q&A: นิยาม กลุ่มโรคพบบ่อย และผลกระทบองค์รวม

Neuropathic Pain คืออะไร?

สมาคมการศึกษาความปวดนานาชาติ (International Association for the Study of Pain; IASP) ให้นิยามว่า “อาการปวดที่เกิดจากความเสียหายหรือความผิดปกติของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึก” แทนที่ระบบประสาทจะส่งข้อมูลตามปกติ กลับแปรสภาพกลายเป็นตัวจุดชนวนสร้างความปวดขึ้นมาเอง เปรียบเสมือนสายไฟที่ชำรุดซึ่งปล่อยกระแสไฟรั่วออกมาตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีใครเปิดสวิตช์

โรคที่พบบ่อยในคลินิกระงับปวด

  • ภาวะปลายประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy)
  • อาการปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด (Postherpetic Neuralgia; PHN)
  • อาการปวดจากรากประสาทถูกกดทับบริเวณคอหรือหลัง (Radiculopathy)
  • อาการปวดเรื้อรังหลังการผ่าตัด (Chronic Post-Surgical Pain)
  • กลุ่มอาการปวดซับซ้อนเฉพาะส่วนหลังการบาดเจ็บ (Complex Regional Pain Syndrome; CRPS)

ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความปวด

ในปัจจุบันแพทย์ระงับปวดจัดให้ Neuropathic Pain เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยในหลายมิติ โดยมักเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการร่วม ได้แก่ ปัญหาการนอนหลับ (Sleep disturbance), ภาวะเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Fatigue), สมาธิลดลง, ความวิตกกังวล (Anxiety) และภาวะซึมเศร้า (Depression) ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต

Q&A: ข้อจำกัดของการสืบค้นทางรังสีและไฟฟ้าวินิจฉัย

ทำไมภาพ MRI หรือการตรวจไฟฟ้าเส้นประสาทปรกติ แต่คนไข้ยังปวดทรมานอยู่?

เป็นคำถามที่พบได้บ่อยมากในคลินิกความปวด ในความเป็นจริง ระบบประสาทมีความซับซ้อนในระดับโครงสร้างโมเลกุลมากกว่าที่การตรวจในปัจจุบันจะมองเห็นได้ทั้งหมด ผู้ป่วยจำนวนมากมีความผิดปกติในระดับการทำงานของเซลล์ประสาท ไขสันหลัง หรือสมอง โดยที่ภาพ MRI หรือการตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยกล้ามเนื้อและเส้นประสาท (EMG/NCS) ยังไม่สามารถตรวจจับความแปรปรวนนี้ได้

เกณฑ์ทางคลินิก: ผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการหรือภาพรังสีที่ปรกติ ไม่ได้แปลว่าอาการปวดของผู้ป่วยไม่สอดคล้องกับความจริง โรคนี้ยังคงต้องอาศัยการซักประวัติ อาการแสดง และการตรวจร่างกายทางคลินิกอย่างเป็นระบบร่วมกันเป็นสำคัญ
กลไกระดับโมเลกุลและการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท
วงการแพทย์ระงับปวดเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายเฉพาะจุด ไปสู่ความเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการแปรสภาพของระบบประสาททั้งระบบ (Nervous system dysregulation) และระบบภูมิคุ้มกันร่วมกัน:

  1. ภาวะสร้างสัญญาณไฟฟ้าเอง (Spontaneous Ectopic Discharge)

    เมื่อเซลล์ประสาทได้รับบาดเจ็บและพยายามซ่อมแซมตัวเอง ในบางรายกระบวนการจะเกิดความผิดพลาดจนเซลล์เริ่มสร้างและปล่อยสัญญาณไฟฟ้าออกมาเองตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก สมองจึงรับรู้สัญญาณอันตรายอยู่ตลอดเวลา นำไปสู่ลักษณะอาการปวดแสบร้อน, ปวดคล้ายไฟช็อต, ปวดจี๊ดร้าวเป็นพัก ๆ หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มแทง
  2. Central Sensitization (ภาวะระบบประสาทส่วนกลางไวต่อความปวด)
    ความผิดปกติสามารถลุกลามจากเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง เมื่อเกิดภาวะนี้ ระบบประสาทส่วนกลางจะขยายสัญญาณความปวดมากเกินความเป็นจริง ทำให้สิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย (เช่น สัมผัสเบา ๆ ลมพัด โดนเสื้อผ้า) ก็สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดความปวดอย่างรุนแรงได้
  3. Neuroinflammation & Microglia (การอักเสบของระบบประสาท)
    พบว่าภายในระบบประสาทสามารถเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นได้เองจากการหลั่งสารเคมีสื่ออักเสบกระตุ้นวงจรปวดให้ตื่นตัวตลอดเวลา โดยมีผู้เล่นสำคัญคือ Microglia (ไมโครเกลีย) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันในระบบประสาท ในภาวะปกติทำหน้าที่ปกป้องระบบประสาท แต่เมื่อถูกกระตุ้นจากรอยโรคจะหลั่งสารเคมีส่งเสริมวงจรความปวดให้คงอยู่ต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งกลไกนี้กำลังเป็นเป้าหมายวิจัยสำคัญของการพัฒนายารุ่นใหม่
  4. ความผิดปกติของ Voltage-Gated Sodium Channels
    การค้นพบกลไกระดับโมเลกุลที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของช่องโซเดียมที่เป็นทางผ่านในการสร้างสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาท ปัจจุบันพบว่าช่องโซเดียมจำเพาะชนิด Nav1.7, Nav1.8, และ Nav1.9 มีบทบาทหลักในการเกิดอาการปวดเส้นประสาทเมื่อทำงานผิดเพี้ยน
  5. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง (Maladaptive Neuroplasticity)
    งานวิจัยภาพถ่ายสมอง (Functional Brain Imaging) ยืนยันว่า ความปวดเรื้อรังสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของสมองจริง ทั้งในส่วนที่ควบคุมความปวด, อารมณ์, ความจำ, การตัดสินใจ และการนอนหลับ

ยุคใหม่ของการรักษา: Mechanism-Based Treatment

แนวคิดการรักษาในปัจจุบันเปลี่ยนผ่านจาก Symptom-Based Treatment (รักษาตามอาการ) ไปสู่ Mechanism-Based Treatment (การรักษาตามกลไกที่เกิดโรคจริง) โดยเปลี่ยนคำถามพื้นฐานจาก “ปวดตรงไหน?” ไปสู่ “กลไกใดกำลังทำให้เกิดความปวด?”

มิติการรักษาตามกลไกโรคแนวทางและตัวเลือกการรักษาสมัยใหม่
1. การใช้ยากลุ่มปรับสัญญาณ• ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นยาแก้ปวดโดยตรง แต่มีฤทธิ์ปรับการส่งสัญญาณประสาท

• ยามาตรฐานหลัก: Pregabalin, Gabapentin, Mirogabalin, Duloxetine, และ Amitriptyline

• นวัตกรรมยากลุ่มใหม่อย่าง Mirogabalin ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความทนต่อยาและลดผลข้างเคียง (เช่น ง่วงซึม สมองตื้อ) ในผู้ป่วยบางราย
2. หัตถการระงับปวด
(Interventional Pain)
• ใช้ในรายที่ยาแก้ปวดเดี่ยวให้ผลไม่เพียงพอ

• ตัวเลือกหัตถการ: การฉีดยาบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุด (Nerve Block), การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Injection) และการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความร้อน (Radiofrequency Abolation; RFA)

• เป้าหมายคือลดปวดเพื่อเปิดโอกาสให้คนไข้กลับไปเคลื่อนไหวและทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น
3. เทคโนโลยีปรับสัญญาณประสาท
(Neuromodulation)
• Spinal Cord Stimulation (SCS): การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่ไขสันหลังเพื่อปรับวงจรประสาทที่ผิดปกติให้กลับเข้าสู่สมดุล โดยระบบรุ่นใหม่สามารถปรับการกระตุ้นจำเพาะบุคคลได้สูง เช่น High-Frequency, Burst, และ Closed-Loop Stimulation

• Vagus Nerve Stimulation (VNS): การกระตุ้นเส้นประสาทวากัสเพื่อลดกระบวนการอักเสบภายในระบบประสาท (Neuroinflammation) ซึ่งอยู่ในขั้นการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • เอกสารอ้างอิง (References)
  • Rugnath R, Orzechowicz C, Newell C, Carullo V, Rugnath A. A Literature Review: The Mechanisms and Treatment of Neuropathic Pain-A Brief Discussion. Biomedicines. 2024;12(1):204. doi:10.3390/biomedicines12010404.
  • Pessôa BL, Hauwanga WN, Thomas A, Valentim G, McBenedict B. A Comprehensive Narrative Review of Neuropathic Pain: From Pathophysiology to Surgical Treatment. Cureus. 2024;16(4):e58025. doi:10.7759/cureus.58025.
  • Moisset X. Neuropathic Pain: Evidence-Based Recommendations. La Presse Médicale Open. 2024;5:100061. doi:10.1016/j.lpmope.2024.100061.
  • Mauermann ML, Staff NP. Peripheral Neuropathy: A Review. JAMA. 2026;335(3):255-266. doi:10.1001/jama.2025.19400.
  • Dash SS, Khatri NK, Divyateja S, Bhate J, Rao GKS. Advances in Neuropathic Pain Management: A Review of Real-World Studies. Journal of Current Research in Scientific Medicine. 2024;10(1):15-24. doi:10.4103/jcrsm.jcrsm_132_23.
  • Colloca L, Ludman T, Bouhassira D, et al. Neuropathic Pain. Lancet. 2017;330(10111):2306-2315. doi:10.1016/S0140-6736(17)31402-4.
  • Finnerup NB, Kuner R, Jensen TS. Neuropathic Pain: From Mechanisms to Treatment. Physiological Reviews. 2021;101(1):255-301. doi:10.1152/physrev.00045.2019.
  • Jensen TS, Karlsson P, Gylfadottir SS, et al. Painful and Non-Painful Diabetic Neuropathy, Diagnostic Challenges and Implications for Future Management. Brain. 2021;144(6):1632-1465. doi:10.1093/brain/awab069.
  • Baron R, Binder A, Wasner G. Neuropathic Pain: Diagnosis, Pathophysiological Mechanisms, and Treatment. Lancet Neurology. 2010;9(8):807-819. doi:10.1016/S1474-4422(10)70143-5.
  • Finnerup NB, Attal N, Haroutounian S, et al. Pharmacotherapy for Neuropathic Pain in Adults: A Systematic Review and Meta-analysis. Lancet Neurology. 2015;14(2):162-173. doi:10.1016/S1474-4422(14)70251-0.
  • Attal N, Bouhassira D, Baron R. Diagnosis and Assessment of Neuropathic Pain Through Questionnaires. Lancet Neurology. 2018;17(5):456-466. doi:10.1016/S1474-4422(18)30071-1.
Dr. Nattaya Udomsakdi
Article Author
Dr. Nattaya Udomsakdi
วิสัญญีแพทย์-ด้านระงับปวด
View Profile